
ในยุคปัจจุบัน นักลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงกำไร แต่จะพิจารณาจากความเสี่ยงธุรกิจในระยะยาว ที่ทุกภาคธุรกิจต้องมีแผนรับมือด้านพลังงานและการลดคาร์บอน รวมถึงจริยธรรม
บางจากเริ่มตัดสินใจเข้าไปลงทุนด้านธุรกิจอนาคตมาตั้งแต่ปี 2017 เริ่มต้นจากธุรกิจแบตเตอรี่มูลค่า 2,000 ล้านบาท และเพิ่มมูลค่าเป็น 5,000 ล้านบาท พร้อมทั้งต่อยอดด้วยการลงทุนด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ทั้งโซลาร์ พลังงานลม รวมถึงพลังงานความร้อนใต้พิภพที่ประเทศอินโดนีเซีย
“ESG เป็นตัวกำหนดสุขภาพธุรกิจ”
ตลอด 5 ปีข้างหน้า คาร์บอนเครดิตจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่กำลังรอภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องมาออกแบบกติกา เช่นเดียวกับในยุคเริ่มต้นของการวางโครงสร้างพื้นฐานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใน 50 ปีที่ผ่านมา
บางจากริเริ่มการแลกเปลี่ยนข้อมูลในกลุ่มอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, และ ไทย โดยได้เชิญบริษัทที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือร่วมพัฒนาตลาดการลงทุนคาร์บอนไร้พรมแดนที่เชื่อมโยงกับดิจิทัล คาร์บอนเครดิต และข้อมูล ร่วมมือกันร่างกติกา สร้างความร่วมมือเพื่อให้ตลาดเติบโตอย่างยั่งยืน
“บางจากยึดมั่นใน ESG และธรรมาภิบาลโปร่งใส ไม่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ มี 3 กลุ่มที่ส่งตัวแทนเข้ามานั่งบอร์ดหารือร่วมกันราว 15 คน ที่จะต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นของนักลงทุน จึงต้องมีกลยุทธ์ความยั่งยืน”
นรินทร์ เผ่าวนิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ. มีหน้าที่ดำเนินธุรกิจบน 3 หลักการคือ การผลิตพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการใช้ ตอบสนองอุตสาหกรรม สร้างความมั่นคงพลังงานไทย และดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยังตอบสนองเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ไปพร้อมกับภาพใหญ่ของประเทศในปี 2050
การปรับตัวของ กฟผ. สู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Utility) จึงต้องพัฒนาให้เป็นอัจฉริยะ เช่น สมาร์ทกริด (Smart Grid),สมาร์ทซิตี้ เป็นต้น
ในวันที่โลกเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดโดยมีการพัฒนาพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการอุตสาหกรรมอนาคตอย่างมั่นคง โดยผสมผสานทั้งพลังงานทางเลือก โดยมีการพัฒนาโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) บนพื้นที่เขื่อนศรีนครินทร์ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
“โลกความจริง พลังงานทดแทนยังผันผวนตามสภาพอากาศ ดังนั้น โรงไฟฟ้าเดิม (Legacy Assets) จึงช่วยเป็น ‘เสาค้ำระบบ’ เพื่อให้ไฟไม่ดับ และราคาไม่เหวี่ยง
ทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ต้องใช้ความพร้อมที่ไม่สามารถดำเนินการเฉพาะ กฟผ. ได้ อีกหนึ่งตัวเลือกในอนาคตคือ SMR (Small Modular Reactor) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก
กำลังผลิตประมาณ 300–900 เมกะวัตต์ เสน่ห์อยู่ที่สามารถผลิตไฟได้สม่ำเสมอ คาร์บอนต่ำ ใช้พื้นที่น้อย แต่ติดด้านต้องมาพร้อมกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และการยอมรับของสังคม
ทั้งหมดสะท้อนแนวคิดเดียวกันว่า การเปลี่ยนผ่านต้อง “เร็ว” แต่ไม่ “แรงจนเสียสมดุล” พร้อมกันกับเปลี่ยนผ่านอย่างระมัดระวัง โดยไม่สร้างภาระค่าไฟให้ประชาชน
ด้านธรรมาภิบาล (Governance) คือแกนกลางของการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของประเทศ ให้สอดคล้องกับกรอบ GRC – Governance, Risk & Compliance: เดินตามกติกาโลก จึงต้องตัดสินใจบนข้อมูลมากกว่าอารมณ์หรือกระแส
นอกจากนี้จะต้องมีการยกระดับ CSR สู่ CSV ซึ่งเป็นพื้นฐานของ ESG ที่จับต้องได้ บทบาทของ กฟผ. ไม่ได้หยุดแค่การผลิตไฟฟ้า แต่ขยายไปสู่การสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม (Creating Shared Value)
ตัวอย่างการลงมือทำ ได้แก่ การพัฒนาแหล่งน้ำ, พัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า, ส่งเสริมการปลูกผักและวิสาหกิจชุมชน, ทำงานร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา, น้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้จริงในพื้นที่
แนวทางการขับเคลื่อน ESG ของ กฟผ. จึงหลอมรวมภาคประชาสังคม ผ่านการพัฒนา Green Finance, Green Bond, Social Bond ที่จะกลายเป็นเครื่องมือในการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว
สมาร์ททุกรูปแบบ ไม่ใช่เพียงกลไกภายนอกที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไทยถาวร พร้อมกันกับจะต้องมีการพยายามบริหารจัดการให้สมดุลอย่างยั่งยืน