ถอดปรัชญา “บี.กริม”  ผสาน พุทธศาสนา – ESG รับมือเปลี่ยนผ่าน สู่ความยั่งยืน    

รูป ถอดปรัชญา “บี.กริม”  ผสาน พุทธศาสนา – ESG รับมือเปลี่ยนผ่าน สู่ความยั่งยืน    

efinAI


ถอดรหัสปรัชญาธุรกิจกับการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน “บมจ.บี.กริม” องค์กรอายุยืนยาวกว่า 148 ปี ที่อยู่คู่สังคมไทย จาก 3 หัวใจแห่งการขับเคลื่อน ผสาน พุทธศาสนา เข้ากับ ESG ผ่านหลักคิดธุรกิจแบ่งปันผลประโยชน์เพื่อสังคม

ESG หรือ Sustainablity Index (ดัชนีด้านความยั่งยืน) ในอดีตถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ แต่ปัจจุบันมีดัชนีและกติกาช่วยพิสูจน์ ความเป็นคนดี คุณธรรมของธุรกิจที่เคยมุ่งเพียงแสวงหาผลกำไรสูงสุด โดยเริ่มแนวทางการวัดผลเข้มข้นขึ้น ที่ไม่ใช่เพียงรายงานโชว์สถาบันการจัดอันดับให้โลกรู้เท่านั้น เพราะองค์กรจะยั่งยืนท้าทายการเปลี่ยนแปลงโลกได้ จะต้องมีกลยุทธ์การนำ ค่านิยม สู่คุณค่า และมูลค่าในองค์กร จะทำให้ธุรกิจมีอายุยืนยาวได้จะต้องส่งต่อหลักปรัชญาเชื่อมกันอย่างสมดุล ระหว่าง ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างที่เกื้อกูลกัน 

เมื่อไขรหัส ปัจจัยอะไรที่ทำให้องค์กรธุรกิจอยู่ยืนยาวเกินกว่าร้อยปี ได้โลดแล่นอยู่ในธุรกิจคู่กับสังคมไทยมายาวนานกว่าหลายรัชสมัย บริษัท บี.กริม กรุ๊ป จึงเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ต้องยกให้ต้องเป็นกรณีศึกษาที่เป็นต้นแบบ เปลี่ยนผ่านหลายช่วงอายุ แม้จะอยู่มานาวนาน แต่แนวคิดธุรกิจ ที่สอดรับกับสังคม จึงยังมีความใหม่ ทันสมัยอยู่เสมอ ตั้งต้นจากร้านขายยา เล็ก ๆ ชื่อว่า “สยามดิสเพนซารี่” บนถนนเจริญกรุง ที่เข้ามาในช่วงโรคอหิวาตกโรคระบาดหนัก จนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศ

 แม้ผ่านร้อนผ่านหนาว ยุคสงครามโลก ยุคเทคโนโลยี ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยุควิกฤตเศรษฐกิจ แต่บี.กริม ก็ยังเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกับสังคมไทย 

 ปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ คือบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ไทย อยู่ในกลุ่ม SET50 รายได้สูงกว่า  60,000 ล้านบาท มูลค่าตลาด(Market Cap) หลักแสนล้านบาท ก้าวเข้าสู่ผู้เล่นอันดับ 2 ด้านพลังงาน และกำลังเดินหน้าเป็นธุรกิจคนไทยไปปักธงธุรกิจพลังงานสะอาดในต่างประเทศ 1

แม่ทัพใหม่แห่งยุคบี.กริม ก้าวกระโดดบุกโกลบอล  

นพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)เข้ามาร่วมงานกับ บี.กริม เพาเวอร์ ตั้งแต่ปี 2556  เริ่มต้นดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการเงินและบัญชี ทำให้มีบทบาทในการวางแผนควบรวมกิจการในช่วงปี 2556-2565 โดยบี.กริม เพาเวอร์ เติบโตจากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ พร้อมกับเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้า ควบรวมกิจการ ขยายกำลังการผลิตเสริมทัพ ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในเอเชีย และยุโรป 

“เริ่มต้นจากรู้จักบี.กริมมากว่า 20 ปีตั้งแต่ สมัยเป็นนายธนาคาร และได้เข้ามาทำงานใกล้ชิดประมาณ 10 กว่าปี สิ่งที่ซึมซับชัดที่ได้ดีที่สุด คือคำว่า Compassion คือการทำธุรกิจด้วย “ใจ”

จากโจทย์โลก สู่ยุทธการ “Stewardship” ผู้ปกป้องโลก สู่คนรุ่นถัดไป 

นพเดช มองโจทย์ธุรกิจไปพร้อมกับทิศทางโลก ที่ต้องวางวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับความยั่งยืน เพราะปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับ “สังคม” และ”วิกฤติภัยธรรมชาติ” ผลของสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) โลกที่เต็มไปภัยพิบัติมากมาย ทั้งน้ำท่วม (อุทกภัย) พายุถล่ม(วาตภัย) เป็นความเสี่ยงที่เข้ามามีส่วนต่อการคิดวางแผนการทำธุรกิจ และมีสิทธิ์พลิกธุรกิจให้ขาดทุนได้ หากมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นชัดเจน

นี่คือหลักคิดในการสร้างคุณค่า(Core Value) ของธุรกิจบี.กริม ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในทุกยุค ทุกบริบทในสังคมไทยมากว่า 148 ปี 

“ภาคธุรกิจต้องหาวิธี อยู่ร่วมกันกับโลกปัจจุบัน ควบคู่กับการส่งต่อโลกให้คนรุ่นต่อไป หลักคิดของบี.กริม คือ “Stewardship” การเป็นผู้ดูแลโลกใบนี้ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของโลกแต่เป็นผู้เพียงมาเยือนเพียงชั่วคราว มีหน้าที่ดูแล รับผิดชอบ พัฒนาโลกให้พร้อมก่อนส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป” 

ปรัชญาพรหมวิหาร4 สู่การวางหมาก สมดุล Stakeholders

สิ่งที่คนบี.กริม ยึดมั่นคือปรัชญาการทำงาน เสาหลักที่ธุรกิจยึดถือมายาวนาน จนเป็นการสร้างวัฒนธรรมในองค์กร ในการทำงานจะต้องมีจิตใจโอบอ้อมอารี ความรัก และความเมตตา (Passion) ทุกการตัดสินใจในการเดินหน้าธุรกิจ จึงต้องมีการขับเคลื่อนด้วยหัวใจ คำนึงถึงผลกระทบสังคม ชุมชน ควบคู่กับการตอบโจทย์ธุรกิจ ใส่ใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย( Stakeholders)สอดคล้องกับหลักพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ดูแลกันด้วยความปรารถนาดี

แม้บี.กริมจะเป็นบริษัทเยอรมัน เป็นเจ้าของ นำเข้าสินค้าจากเยอรมัน แต่กลับเป็นบริษัทที่ผสมผสานกับความเป็นไทยได้อย่างลงตัว เป็นบริษัทที่รู้จักการวางแผน มีกรอบ กระบวนการตามเยอรมัน แต่พร้อมปรัวตัวยืดหยุ่น เคารพรัก และให้เกียรติเพื่อนร่วมงานพันธมิตร เสมือนเป็นญาติ และ มิตรที่พร้อมจะให้ความร่วมมือ และให้การต้อนรับในทุกพื้นที่ที่เข้าไปลงทุน เพราะความอ่อนน้อมถ่อมตร มีมิตรไมตรีอย่างคนไทย 

“ทำอย่างไรให้ทุกคนมีความสุขภายในห่วงโซ่ธุรกิจของบี.กริม ตั้งแต่ พนักงาน ลูกค้า พันธมิตร  และสังคมรอบข้าง จึงต้องยึดหลักพรหมวิหาร 4 มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ เอาใจใส่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ภายใต้การหวังผลด้านกำไร จะต้องสร้างคุณค่าให้สังคม คู่กับการพัฒนาธุรกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธุรกิจต้องเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” 

ESG ตั้งต้นจากบอร์ด 

ESG ในโครงสร้างองค์กรบี.กริมเริ่มต้นจาก ตั้งแต่วิสัยทัศน์ สู่บอร์ด นโยบาย และการลงทุน มีคณะกรรมการกำกับความยั่งยืน วางระบบบริหารความเสี่ยง เชื่อมโยงกับ Supply Chain Guideline ทำให้เราได้รับรางวัล ESG ระดับโลก รวมถึงพันธบัตรสีน้ำเงิน ( Blue Bond)  และรางวับด้านการเงินสีเขียว ( Green Finance Awards)

จากโรงไฟฟ้าในนิคม สู่การเป็นผู้นำเปลี่ยนผ่าน Net Zero

ธุรกิจหลักของบี.กริม คือพลังงาน เริ่มต้นจากการพัฒนาโรงไฟฟ้า เพื่อภาคอุตสาหกรรม ผลิตไฟฟ้าและไอน้ำคุณภาพสูงให้กับนิคมอุตสาหกรรม แต่เมื่อโลกมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ต้องเปลี่ยนผ่าน กำหนดยุทธศาสตร์ ผู้นำพลังงานสีเขียว ระดับโลก (Global Green Leap Energy) มุ่งสู่ คาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 

โดยใช้จุดแข็ง คือประสบการณ์พัฒนาโรงไฟฟ้ามากกว่า 30 ปี ต่อยอดสู่พลังงานหมุนเวียน ทั้ง พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar), พลังงานลม (Wind) และพลังงานน้ำ (Hydro) ทั้งในไทย และต่างประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย มาเลเซีย

3 แกนหลัก ก้าวกระโดดสู่พรมแดนธุรกิจ Green   

เป้าหมายที่บี.กริม วางโรดแมปก้าวสู่การเปลี่ยนผ่าน คาร์บอนเป็นศูนย์ Net Zero ประกอบด้วย  3 แกนหลัก

1. เพิ่มพลังงานหมุนเวียน ให้เกิน 50% พอร์ตธุรกิจ จากสัดส่วนพลังงานสะอาดเพียง 37% โดยมีเป้าหมายกำลังการผลิต 10,000 เมกะวัตต์ ในปี 2030 จากปัจจุบัน สัดส่วนอยู่ที่ 37% ของพอร์ต จากอดีตที่พึ่งพาฟอสซิลขยายไปสู่พลังงานที่โลกต้องการ

2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ ( AI) มาใช้ 

3. พัฒนาแพลตฟอร์มพลังงาน รองรับตลาดซื้อขายไฟฟ้าในอนาคต พร้อมกับพัฒนา สายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid Peer-to-Peer Trading Virtual Power Plan) รวมถึงการยกระดับเทคโนโลยีอนาคต ประกอบด้วย แบตเตอรี่ Battery Storage, Hydrogen, SMR, Carbon Capture, Energy Platform, แม้บางเทคโนโลยียังต้นทุนสูง แต่เป็นอนาคตที่ต้องเตรียมพร้อม

“กลยุทธ์ต้องเพิ่มพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน พัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการผลิตและจัดการพลังงาน ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคพลังงานสะอาด จึงทำให้ตอบโจทย์ความต้องการไฟฟ้าเพิ่ม ช่วยให้ประเทศชาติมีความมั่นคงทางด้านพลังงาน รวมถึงการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับตลาดพลังงาน” นพเดช กล่าว 

นพเดชย้ำว่า ต้องร่วมมือกับภาครัฐ เป็นพันธมิตร หลังจากรอ นโยบาย บังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม บี.กริมพร้อมลงมือลุย ในนามทีมไทยแลนด์ เปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศสู่ความยั่งยืน 

มองข้ามช็อท 3 ธุรกิจอนาคต   

วิสัยทัศน์มองอีก 10 ปี บี.กริม มุ่งสู่ 3 ธุรกิจอนาคต ที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลก ประกอบด้วย 

1. Healthcare & Wellness ต่อยอดธุรกิจยาและเทคโนโลยีการแพทย์

2. Energy Transition พลังงานสะอาด เทคโนโลยีพลังงานใหม่

3. Future Industry & Digital Data Center, AI, Digital Infrastructure

พลิกปูม ตำนาน จากยาสู่โครงสร้างพื้นฐานเศรษกิจไทย 

ทางด้าน ดร.ฮาราลด์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เคยกล่าวเล่าย้อนถึงตำนานของความเป็นบี.กริม จากบริษัทนำเข้ายาและเวชภัณฑ์จากยุโรป เพื่อทดแทนการนำเข้าเพื่อให้คนไทยเข้าถึงได้ จากนั้น จึงมีบทบาทสู่การนำเข้าระบบการพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เช่น ขุดโครงการคลองรังสิต จนเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในหลากหลายด้าน  ตั้งแต่ระบบสื่อสาร โทรเลข โทรศัพท์ จนถึงระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า และล่าสุดโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน  

“สิ่งที่ผมรู้สึกยินดีที่ผมได้อยู่กับบี.กริมมา 148 ปี จากวันแรกที่คนยังไม่รู้จักว่า “บี.กริมเป็นบริษัทนำเข้ายาเล็ก ๆ สู่การลงทุนผลิตในไทย เติบโตจากบริษัทคนไทย สู่การเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจในกว่า 17 ประเทศทั่วโลก ภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกัน คือ “การทำธุรกิจควบคู่การสร้างประโยชน์ต่อสังคม”

DNA แห่งผู้บุกเบิก ลุยโซลาร์ในเวียดนาม  

ในด้านพลังงาน เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2015 หรือ กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ที่ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด จึงลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน และก้าวสู่หมุดหมายสำคัญ ไปปักธงนอกประเทศ ที่แรกคือ เวียดนาม โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขนาด 257 เมกะวัตต์ แม้ท้าทาย แต่เร่งรีบก่อสร้างภายได้ตามเวลาที่จำกัด

“ในเวลานั้น แทบไม่มีสถาบันการเงินใดในโลกเชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ แต่บี.กริมได้พิสูจน์ว่า สิ่งที่ยังไม่เห็น ไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้ งานจึงเสร็จก่อนกำหนด และยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินระดับสากล และได้รับรางวัลโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ดีที่สุดในเวียดนาม ปี 2019”

หลังจากนั้น จึงเป็นใบเบิกทางให้ก้าวไปลงทุนสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน อาทิ มาเลเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ พัฒนาโครงการไฮบริดพลังน้ำ-โซลาร์ 

30 ปี พลังงาน ตัวแทนทุนไทย รุกผู้นำพลังงานโลก 

นพเดช กล่าวต่อว่า ย่างก้าวเข้าสู่ธุรกิจพลังงานใน 30 ปี ก่อน ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่ออุตสาหกรรมรายที่ 2 ของประเทศ จนเป็นหนึ่งในธุรกิจด้านงานวิศวกรรม ก่อสร้าง ติดตั้งระบบ โรงไฟฟ้าครบวงจรระดับโลกได้ เพราะมีเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการต่าง ๆที่สร้างเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของพันธมิตร

“ความสำเร็จทำให้ไม่หยุดอยู่แค่ธุรกิจ เพราะมาจากรากฐานความคิดมองไปข้างหน้าเสมอ จะพัฒนาอะไรเพื่อประเทศไทย”

นี่คือสิ่งที่ทำให้การกระจายไปสู่การพัฒนาในระบบการศึกษาในหลากหลายระดับตั้งแต่ อนุบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย รวมถึงความร่วมมือกับสถาบันชั้นนำ เพื่อพัฒนาคนไทยให้มีศักยภาพในอุตสาหกรรมอนาคต 

ปัจจุบัน บี.กริมพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ ด้านก่อสร้าง ตั้งโรงไฟฟ้า ต่อยอดธุรกิจพลังงานครบวงจรระดับโลก ตัวแทนธุรกิจคนไทย บุกตะลุยที่ไปปักธงแล้วกว่า 17 ประเทศทั่วโลก 

“วันนี้บริษัทไทยที่ไปไปทั่วโลกมีไม่กี่บริษัทเราเป็นหนึ่งในนั้นก็เป็นสิ่งที่นำความภาคภูมิใจ เชื่อว่าคนไทยเก่งทำได้ ไม่แพ้ใคร ในระดับมืออาชีพ และเป็นคนที่ปรับตัวเก่ง เป็นที่ยอมรับทั่วโลกไปที่ไหนก็ได้รับการยอมรับ ต้อนรับอย่างอบอุ่น” 

กวาดรางวัลต้นแบบ ESG Awards สถาบันระดับโลก

บี.กริม เพาเวอร์ ได้รับรางวัลในการวางกลยุทธ์ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความยั่งยืนและ ESG (Environmental, Social, Governance) อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการจัดอันดับ ESG ในระดับสูงทั้งจากหลากหลายสถาบัน ประกอบด้วย 

-FTSE Russell อยู่ใน Percentile 98 หรือติดอับดับ  Top 2% ของบริษัทพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก ในปี 2568 สะท้อนถึงศักยภาพและความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก

-SET ESG Ratings ระดับ AAA ต่อเนื่องปีที่ 8 คะแนนสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร)

บทพิสูจน์ ความแกร่ง และยืดหยุ่นปรับตัวตามยุคแนวคิดของการพัฒนาบุคลากรจากหลักการทำงานด้านความยั่งยืนที่ปลูกฝังอยู่ในองค์กรอย่างต่อเนื่องจนได้รับรางวัลระดับเอเชียในด้านการพัฒนาคนสู่ความยั่งยืน องค์กรสมดุลธุรกิจ (ESG) จากองค์กรและสถาบันชั้นนำทั่วโลกต่อเนื่อง เพราะเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญในเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสผ่านสาธารณะ และการมีข้อมูลเชิงลึกให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของธุรกิจ (Business Resilience) จัดการความเสี่ยง พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ภายใต้ข้อจำกัด และความท้าทายของโลกในหลายปัจจัย ทั้งสภาพภูมิอากาศและกฎกติกาการค้าโลก ตามหลักเกณฑ์ธรรมาภิบาลที่โปร่งใสอย่างเข้มข้นขึ้น 

ทำธุรกิจด้วยความรัก แปลงสู่ ค่านิยม 4 P 

การนำหลักการพร้อมกับการปฏิบัติตามมาตรฐาน ESG ในระยะยาว ที่นำมาผสมผสานเข้าฝังในองค์กร ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมในองค์กร ที่จะต้องเริ่มต้นจากการสร้างทีม พัฒนาคนจากการปลูกฝังทัศนคติ (Mindset) แนวคิดด้านความยั่งยืน เข้ามาหลอมรวมองค์กร

สิ่งเหล่านี้ ที่เริ่มต้นจากการปลูกฝังค่านิยมองค์กร ที่เป็นการเริ่มต้นจากภายในสู่ภายนอกแนวคิดออกไปต่างประเทศด้วยการทำธุรกิจด้วยใจโอบอ้อมอารี หรือ  Doing Business with Compassion ถูกแปลงออกมาจากค่านิยม 4Ps ประกอบด้วย คิดบวก ปรับตัวเปิดใจ(Positivity), การสร้างเป็นพันธมิตรเพื่อแสวงหาความร่วมมือ สร้างสัมพันธ์ที่ดีในการทำธุรกิจ และร่วมกันเป็นเจ้าของ ( Partnership), มืออาชีพ (Professionalism) มีความรับผิดชอบ เชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำ และมีจริยธรรม  และเป็นผู้นำในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ บุกเบิกสิ่งใหม่ให้กับสังคม(Pioneering Spirit)  นี่คือความเป็น DNA ของบี.กริม จะเห็นชัดเจน 

“ESG ไม่ใช่เพียงกรอบนโยบาย แต่กลายเป็นพฤติกรรมการทำงานจริงของคนทั้งองค์กร และเป็นพลังขับเคลื่อนการยกระดับมาตรฐานร่วมกับพันธมิตรและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ทั้งองค์กรและ Ecosystem เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” 

แท็กที่เกี่ยวข้อง