
คุณเจสัน ลี ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอุปสรรค (Painpoint) ในการเร่งเปลี่ยนผ่าน ตามเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ( Net Zero) ที่เลื่อนจากเดิม ปี 2065 ให้เร็วขึ้นมาเป็นปี 2050 เพราะจากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยจากภาคอุตสาหกรรมโดยรวม ตั้งแต่ปี 1990 จนถึงปี 2024 กลับมีการเพิ่มการปล่อยก๊าซอย่างต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับทิศทางการเป้าหมาย
“จากวันนี้ไป เราเหลือเวลาไม่มาก อีกเพียง 5 ปี จะถึงปี 2030 และอีกประมาณ 20 ปี จะเข้าสู่ปี 2050 ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ภาคธุรกิจต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่ทำตามนโยบาย แต่ต้อง “ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน” ให้เกิดขึ้นจริง”

การเปลี่ยนผ่านจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จะต้องลงทุนในธุรกิจใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ ไปพร้อมกันกับการลดการปล่อยก๊าซต่ำลง และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน จึงต้องการ 2 ปัจจัย สนับสนุน ให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน คือ เงินทุน และเทคโนโลยี โดยที่ผ่านมาประเทศไทยยังขาดแผนการกำหนดแยกสีกิจกรรมทางธุรกิจ (Thailand Taxonomy) ที่เริ่มประกาศใช้อย่างชัดเจนในปีที่ผ่านมา จึงทำให้ธนาคารเพิ่งเริ่มต้นปรับตัวในการเข้าไปสนับสนุนในภาคการเงิน ผ่านสินเชื่อสีเขียวในรูปแบบต่างๆ อาทิ สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน หรือ ตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ และปรับโมเดลธุรกิจให้ปล่อยก๊าซน้อยลง สิ่งที่ต้องไปตอบโจทย์ลูกค้าคือการวิเคราะห์ทำแผนการเปลี่ยนผ่านให้สอดคล้องกันกับ การจำแนกกิจกรรมทางเเศรษฐกิจ (Thailand Taxonomy)
“ใน 3 ภาคอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า, น้ำมันและก๊าซ และปูนซีเมนต์ ลูกค้าเริ่มมีการจัดทำโครงการลดคาร์บอน อยู่ในขั้นตอนของการเลือกเครื่องมือทางการเงินว่าจะเป็นสินเชื่อ หรือการออกตราสารหนี้ คาดว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการลงทุนมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อไปพัฒนาเทการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน”
โดยเป้าหมายการสนับสนุนทางการเงินของCIMB Thai เพื่อการเปลี่ยนผ่าน หรือ Transition Finance มีกลุ่มธุรกิจที่ต้องการการสนับสนุนทางการเงิน (Committed Demand) 20,000 ล้านบาทภายใน 2 ปี (พ.ศ. 2567 – พ.ศ.2569) โดยในปัจจุบันกลุ่มลูกค้ามีการระดมทุนผ่านตราสารหนี้และสินเชื่อเป็น 50% แล้ว ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2 หมื่นล้านบาท (ปี 2567–2568) โดยในปีนี้บรรลุเป้าหมายแล้ว 1 หมื่นล้านบาท และเป้าหมายเพิ่มเป็น 3 หมื่นบาท ภายในปี 2570 โดยขยายสัดส่วนสินเชื่อเพื่อESG จาก4% เพิ่มเป็น 20% ภายในปี 2570
“หัวใจของแผนคือ “เปลี่ยนพอร์ต ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” จะต้องมีเงินทุนจะถูกจัดสรรไปสู่ การลงทุนที่ช่วยลดการปล่อยจริง พร้อมเครื่องมือครบวงจร ตั้งแต่ Sustainability-Linked Loans/Bonds, Green & Transition Loans/Bonds ไปจนถึง ESG Advisory เพื่อช่วยลูกค้าออกแบบเส้นทางลดคาร์บอน คาดว่าพอร์ตสินเชื่อธุรกิจ”

CIMB Thai วางบทบาทตัวเองเป็น “ผู้ช่วยในการเร่งการเปลี่ยนผ่าน” ให้กับ 3 อุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงได้แก่ การผลิตไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซ และการผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง และเป็นอุตสาหกรรม จึงต้องการเงินลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี ที่ลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต
นอกจากนี้ ยังช่วยวางกลยุทธ์เส้นทางการลดการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายทาง มีการช่วยวิเคราะห์ และเตรียมความพร้อมให้บริษัทสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน พร้อมกันกับวางแผนการระดมทุน เพื่อช่วยพิ่มความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน และสนับสนุนศักยภาพการระดมทุนในตลาดทุนไทยและต่างประเทศ
ดังนั้น CIMB Thai จึงเพิ่มบริการ Sustainability360 ที่สามารถตอบโจทย์การสนับสนุนลูกค้าในการจัดทำเอกสารทางเทคนิคสำหรับรูปแบบการออกตราสารหนี้และการขอสินเชื่อ โดยเอกสารดังกล่าวผ่านการรับรองความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Second Party Opinion: SPO) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติทั้งในระดับประเทศและระดับสากล บริการ Sustainability360 จึงช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าครบจบในที่เดียวเป็น One Stop Service ในโซลูชันเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
“ทาง CIMB Thai จะช่วยวิเคราะห์ และเตรียมความพร้อมให้บริษัทสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน เพื่อช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน ที่จะเข้ามาสนับสนุนการผ่ารการระดมทุนในตลาดทุนไทยและต่างประเทศ”
ก่อนหน้า ในช่วง CIMB Thai ได้ “ปล่อยกู้สีเขียว” เพื่อการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในด้าน Green/Transition Financing ไปแล้วมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทในช่วง 2565–2566 จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนความยั่งยืนจากนโยบาย ให้กลายเป็นเกมธุรกิจที่เดินหน้าได้จริง
เจสัน ลี กล่าวเพิ่มเติมว่า CIMB Thai จะดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทาง Taxonomy และสนับสนุนโอกาสด้านพลังงานสะอาดจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) อย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อร่วมขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ธนาคารเดินหน้าแผน Forward30 ซึ่งเป็นโร้ดแมป 6 ปี เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงระดับโลก และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พัฒนาบุคลากร และใช้จุดแข็งด้านเครือข่ายในอาเซียนเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าให้ลูกค้า พร้อมสร้างคุณค่าให้สังคมCIMB Thai เผยข้อมูลไทยยังปล่อยคาร์บอนสูงในรอบ 30 ปี ผ่าน 3 อุตสาหกรรม ทั้ง ไฟฟ้า น้ำมัน ปูนซีเมนต์ เร่งโรดแมปเปลี่ยนผ่านประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งอัดฉีดทุนสีเขียว 3 หมื่นลบ. – ตั้งทีม Sustainability360 หาโซลูชันช่วยลูกค้าวางแผนระดมทุนเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน
คุณเจสัน ลี ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอุปสรรค (Painpoint) ในการเร่งเปลี่ยนผ่าน ตามเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ( Net Zero) ที่เลื่อนจากเดิม ปี 2065 ให้เร็วขึ้นมาเป็นปี 2050 เพราะจากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยจากภาคอุตสาหกรรมโดยรวม ตั้งแต่ปี 1990 จนถึงปี 2024 กลับมีการเพิ่มการปล่อยก๊าซอย่างต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับทิศทางการเป้าหมาย
“จากวันนี้ไป เราเหลือเวลาไม่มาก อีกเพียง 5 ปี จะถึงปี 2030 และอีกประมาณ 20 ปี จะเข้าสู่ปี 2050 ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ภาคธุรกิจต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่ทำตามนโยบาย แต่ต้อง “ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน” ให้เกิดขึ้นจริง”

การเปลี่ยนผ่านจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จะต้องลงทุนในธุรกิจใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ ไปพร้อมกันกับการลดการปล่อยก๊าซต่ำลง และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน จึงต้องการ 2 ปัจจัย สนับสนุน ให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน คือ เงินทุน และเทคโนโลยี โดยที่ผ่านมาประเทศไทยยังขาดแผนการกำหนดแยกสีกิจกรรมทางธุรกิจ (Thailand Taxonomy) ที่เริ่มประกาศใช้อย่างชัดเจนในปีที่ผ่านมา จึงทำให้ธนาคารเพิ่งเริ่มต้นปรับตัวในการเข้าไปสนับสนุนในภาคการเงิน ผ่านสินเชื่อสีเขียวในรูปแบบต่างๆ อาทิ สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน หรือ ตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ และปรับโมเดลธุรกิจให้ปล่อยก๊าซน้อยลง สิ่งที่ต้องไปตอบโจทย์ลูกค้าคือการวิเคราะห์ทำแผนการเปลี่ยนผ่านให้สอดคล้องกันกับ การจำแนกกิจกรรมทางเเศรษฐกิจ (Thailand Taxonomy)
“ใน 3 ภาคอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า, น้ำมันและก๊าซ และปูนซีเมนต์ ลูกค้าเริ่มมีการจัดทำโครงการลดคาร์บอน อยู่ในขั้นตอนของการเลือกเครื่องมือทางการเงินว่าจะเป็นสินเชื่อ หรือการออกตราสารหนี้ คาดว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการลงทุนมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อไปพัฒนาเทการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน”
โดยเป้าหมายการสนับสนุนทางการเงินของCIMB Thai เพื่อการเปลี่ยนผ่าน หรือ Transition Finance มีกลุ่มธุรกิจที่ต้องการการสนับสนุนทางการเงิน (Committed Demand) 20,000 ล้านบาทภายใน 2 ปี (พ.ศ. 2567 – พ.ศ.2569) โดยในปัจจุบันกลุ่มลูกค้ามีการระดมทุนผ่านตราสารหนี้และสินเชื่อเป็น 50% แล้ว ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2 หมื่นล้านบาท (ปี 2567–2568) โดยในปีนี้บรรลุเป้าหมายแล้ว 1 หมื่นล้านบาท และเป้าหมายเพิ่มเป็น 3 หมื่นบาท ภายในปี 2570 โดยขยายสัดส่วนสินเชื่อเพื่อESG จาก4% เพิ่มเป็น 20% ภายในปี 2570
“หัวใจของแผนคือ “เปลี่ยนพอร์ต ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” จะต้องมีเงินทุนจะถูกจัดสรรไปสู่ การลงทุนที่ช่วยลดการปล่อยจริง พร้อมเครื่องมือครบวงจร ตั้งแต่ Sustainability-Linked Loans/Bonds, Green & Transition Loans/Bonds ไปจนถึง ESG Advisory เพื่อช่วยลูกค้าออกแบบเส้นทางลดคาร์บอน คาดว่าพอร์ตสินเชื่อธุรกิจ”

CIMB Thai วางบทบาทตัวเองเป็น “ผู้ช่วยในการเร่งการเปลี่ยนผ่าน” ให้กับ 3 อุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงได้แก่ การผลิตไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซ และการผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง และเป็นอุตสาหกรรม จึงต้องการเงินลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี ที่ลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต
นอกจากนี้ ยังช่วยวางกลยุทธ์เส้นทางการลดการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายทาง มีการช่วยวิเคราะห์ และเตรียมความพร้อมให้บริษัทสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน พร้อมกันกับวางแผนการระดมทุน เพื่อช่วยพิ่มความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน และสนับสนุนศักยภาพการระดมทุนในตลาดทุนไทยและต่างประเทศ
ดังนั้น CIMB Thai จึงเพิ่มบริการ Sustainability360 ที่สามารถตอบโจทย์การสนับสนุนลูกค้าในการจัดทำเอกสารทางเทคนิคสำหรับรูปแบบการออกตราสารหนี้และการขอสินเชื่อ โดยเอกสารดังกล่าวผ่านการรับรองความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Second Party Opinion: SPO) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติทั้งในระดับประเทศและระดับสากล บริการ Sustainability360 จึงช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าครบจบในที่เดียวเป็น One Stop Service ในโซลูชันเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
“ทาง CIMB Thai จะช่วยวิเคราะห์ และเตรียมความพร้อมให้บริษัทสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน เพื่อช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน ที่จะเข้ามาสนับสนุนการผ่ารการระดมทุนในตลาดทุนไทยและต่างประเทศ”
ก่อนหน้า ในช่วง CIMB Thai ได้ “ปล่อยกู้สีเขียว” เพื่อการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในด้าน Green/Transition Financing ไปแล้วมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทในช่วง 2565–2566 จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนความยั่งยืนจากนโยบาย ให้กลายเป็นเกมธุรกิจที่เดินหน้าได้จริง
เจสัน ลี กล่าวเพิ่มเติมว่า CIMB Thai จะดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทาง Taxonomy และสนับสนุนโอกาสด้านพลังงานสะอาดจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) อย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อร่วมขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
ธนาคารเดินหน้าแผน Forward30 ซึ่งเป็นโร้ดแมป 6 ปี เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงระดับโลก และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พัฒนาบุคลากร และใช้จุดแข็งด้านเครือข่ายในอาเซียนเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าให้ลูกค้า พร้อมสร้างคุณค่าให้สังคม