
มูลนิธิโคคา-โคล่า ปิดวังวนขยะล้นเกาะ บดบังความงามแหล่งท่องเที่ยวไทย ร่วมมือแม่ฟ้าหลวง ผ่านโครงการ “เก็บไทยให้สวยงาม” ปิดจุดอ่อนค่าขนส่งร้านรับซื้อของเก่าบนเกาะโดนกดราคา หวังสร้างเกาะช้างโมเดล ปูทางวางระบบนิเวศยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน ก่อน กฎหมาย EPR บังคับใช้ผู้ผลิตรับผิดชอบเก็บบรรจุภัณฑ์คืนโรงงาน
ในวันที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นภัยใกล้ตัว และเป็นความเสี่ยงของธุรกิจ โดยเฉพาะประเทศไทย มีทั้งปัญหา น้ำแล้ง และน้ำท่วมซ้ำทุกปี ขยะพลาสติกที่วนกลับมาในรูปไมโครพลาสติกในทะเล หรือภัยพิบัติเป็นปัญหาเดิมไม่มีวันจบ โคคา-โคล่า ที่วางจำหน่ายในไทยมากว่า 70 ปี จึงก่อตั้ง มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย จึงถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2546 เพื่อแก้ แทนการทำ CSR สวย ๆ เพื่อจัดการปัญหาประเทศ 3 เรื่อง คือ การจัดการน้ำ การแก้ปัญหาขยะอย่างยั่งยืน และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้มีระบบ
โดยเฉพาะในยุคที่กำลังเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน วนของวัตถุดิบเก่ากลับมาใหม่ จากยุคเศรษฐกิจเส้นตรงแค่เพียง “ผลิต–ใช้–ทิ้ง” ไปสู่โลกที่ “ใช้–วนกลับ–รับผิดชอบ” ธุรกิจที่เกี่ยวกับน้ำดื่ม จึงต้องทำหน้าที่ฟื้นฟูแหล่งน้ำ การผลักดันระบบรีไซเคิลที่เก็บคืนและหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ได้จริง โดยเฉพาะขยะบนเกาะแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม กำลังเผชิญภาวะขยะล้นเกาะ ค่าขนส่งราคาสูง ไม่คุ้มค่ากับราคารับซื้อตลาด จึงเป็นช่องว่างรอยต่อ ความคุ้มค่าที่สร้างแรงจูงใจให้คนเก็บขยะกลับคืนบรรจุภัณฑ์
คุณศรุต วิทยารุ่งเรืองศรี กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย เปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาความยั่งยืน ภายใต้โครงการ เก็บไทยให้สวยงาม “Keep Thailand Beautiful”ของเมื่อพบว่าปัญหาขยะล้นเกาะเป็นสิ่งสำคัญและเป็นปัญหาใหญ่ ที่ส่งผลกระทบทำลายทัศนียภาพความสวยงามในแหล่งท่องเที่ยวของไทย จึงต้องการเข้าไปจัดการวางระบบการจัดการขยะบนเกาะ เพื่อเพิ่มปริมาณขยะที่ออกจากเกาะไปสู่การจัดเก็บสู่โรงงานมากขึ้น

ทั้งนี้ จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้ความร่วมมือกับศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (Circular Economy for Waste-free Thailand หรือ CEWT) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ พบ “จุดคอขวด” ที่เป็นอุปสรรคในระบบขนย้ายขยะออกจากเกาะกลับสู่ฝั่ง คือค่าเรือสูง ราคารับซื้อตลาดมักขึ้นลงไม่แน่นอน ทำให้หลายครั้ง “การขนออกไม่คุ้มค่า”เกิดการกองขยะไว้ ไม่เข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างถูกต้อง จึงต้องเริ่มโครงการสนับสนุนช่วย “ปลดล็อก” ค่าใช้จ่ายการขนส่ง ผ่านมูลนิธิโคคา-โคล่า
“การจัดการขยะ” ถือเป็นส่วนหนึ่งของผู้ผลิต ที่ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันต่อทรัพยากรของประเทศ และอนาคตของแหล่งท่องเที่ยวไทยทั้งหมด วัสดุบางประเภท เช่น ขวดแก้ว ซึ่งมีน้ำหนักมาก ทำให้ “ค่าขนส่ง” ่สูง จึงต้องอุดหนุนการขนส่ง ทำให้ขยะจำนวนมากถูกขนส่งออกจากเกาะได้มีประสิทธิภาพ ความหวังที่ทำให้ขยะบนเกาะลดลง และนำวัสดุกลับคืนสู่โรงงานรีไซเคิลได้เกือบทั้งหมดในอนาคต”

วางระบบ ก่อนนำกฎหมาย EPR บังคับใช้
การจัดการขยะบนเกาะแม้เริ่มต้นจะดำเนินการตามภาคสมัครใจ เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานและระบบ ก่อนที่จะมีการออกกฎหมายด้านความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) ที่จะบังคับให้ผู้ผลิตคืนบรรจุภัณฑ์ กฎหมายที่จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยสมบูรณ์
“แม้ปัจจุบันยังไม่บังคับใช้กฎหมาย แต่ผลการศึกษาของโครงการจะช่วยเก็บข้อมูลปัญหา และวางโครงสร้าง ช่วยให้ประเทศออกแบบระบบที่ทำงานได้จริง โดยเริ่มต้นนำร่อง ในเกาะช้าง เกาะหมาก เกาะกูด และจะนำบทเรียนขยายไปสู่เกาะบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้ได้”
การจัดการขยะบนเกาะ และชายหาด แหล่งท่องเที่ยว เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บความสวยงามตามแหล่งท่องเที่ยวของไทยให้สวยงาม ด้วยการวางระบบ”จัดการขยะแบบยั่งยืนของประเทศ” เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวไทยยังคงความงดงาม และสร้างรายได้ในระยะยาวให้กับอุตสาหกรรมท่ิงเที่ยวต่อไป
โครงการ บนเกาะช้าง เป็นโครงการนำร่อง เก็บข้อมูล สร้างบทเรียน สำคัญที่นำไปสู่ระบบจัดการขยะของประเทศที่เข้มแข็งและยั่งยืน ตอบโจทย์อนาคตของทุกชุมชนบนผืนดินและผืนน้ำของประเทศไทย
“มูลนิธิโคคา-โคล่า ต้องการรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติของไทย ที่ติดอันดับความงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คงคุณค่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม คงอยู่ข้ามกาลเวลา ให้คนรุ่นใหม่ได้เห็น ให้ต่างชาติได้ชื่นชม และให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน”

ผศ.ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ ผู้ริเริ่มโครงการฯ พบว่าโจทย์ใหญ่ของขยะบนเกาะ คือการกำจัดไม่ได้ท้งเผา และฝังกลบ จึงเก็บกองไว้เป็นถุงจำนวนมาจนกลายเป็นกำแพงถุงบรรจุภัณฑ์สูง และหากขนย้ายจากเกาะเพื่อไปจำหน่ายก็ไม่คุ้มค่ากับค่าขนส่ง ปริมาณขยะเริ่มเพิ่มขึ้นในฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซัน) ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือน
ในระบบรีไซเคิลไทย “ร้านรับซื้อของเก่า” คือฟันเฟืองกลางสำคัญ ทำหน้าที่เชื่อมต่อขยะจากบ้าน โรงแรม หรือร้านค้า ไปถึงโรงงานปลายทาง ในปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้ EPR เพื่อวางระบบจัดการขยะ เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เกิดขึ้นได้จริง จึงต้องอุดหนุนฟันเฟืองกลาง ร้านรับซื้อของเก่า ข้อต่อสำคัญ จัดการขยะได้สมบูรณ์ครบลูปที่สุด
วิธีการทำงาน ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย จึงวางระบบ ในการนำเงินทุนจากมูลนิธิโคคา-โคล่า เข้าไป “อุดหนุนค่าเรือ” ให้ร้านรับซื้อของเก่าที่นำขยะออกจากเกาะจริง ในมูลค่า 5 สตางค์ต่อกิโลกรัมต่อกิโลเมตร เป็นอัตราที่คำนวณมาแล้วว่าชดเชยการขาดทุนค่าขนส่งของผู้ขนขยะออกจากเกาะ ในช่วงที่ราคารับซื้อขยะยังตกลง ทำให้ไม่คุ้มค่ากับการขนออกจากเกาะ โดยเฉพาะพลาสติก
จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 จนถึงปัจจุบัน เราสามารถเก็บวัสดุรีไซเคิลออกจากเกาะท่องเที่ยวในโครงการได้รวม 7,224.97 ตัน หรือ 7,224,967.77 กิโลกรัม โดยวัสดุรีไซเคิลที่ได้ปริมาณมากที่สุดคือแก้ว คิดเป็นสัดส่วน 58.8% รองลงมาคือโลหะ 11.7% กระดาษ 8.8% และพลาสติก 8.7% ซึ่งช่วยลดจำนวนขยะสะสมบนเกาะให้เก็บคืนสู่ระบบ โดยเฉพาะบนเกาะช้าง เป้าหมายหลัก ตั้งแต่เริ่มโครงการจนปัจจุบัน สามารถขนย้ายขยะออกจากเกาะรวม 5,372.28 ตัน รวมมูลค่าค่าขนส่งราว 5 แสนบาท
ผลลัพธ์จากการเข้าไปช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการบนเกาะ ช่วยลดค่าขนส่งวัสดุรีไซเคิลเฉลี่ยต่อครั้ง จาก 700–900 บาท/ตัน เหลือเพียง 209–436 บาท/ตัน เพิ่มรายได้หมุนเวียนให้ร้านรับซื้อของเก่าจากการขายวัสดุรีไซเคิล

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งมีบทบาทในการออกแบบระบบรายงานข้อมูลและพัฒนาเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในโครงการ รวมถึงทำงานร่วมกับชุมชน ผู้ประกอบการรับซื้อของเก่าบนพื้นที่เกาะ และฝ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการวางโครงสร้างพื้นฐานการรับซื้อขยะ ให้ผู้รับซื้อขยะบนเกาะอยู่ได้ เพื่อวางระบบให้เกิดการพัฒนาไปสู่ขยะต้นทางได้เริ่มต้นแยกขยะ และมีแรงจูงใจ ในการพัฒนารองรับอนาคต เมื่อมีการนำกฎหมาย EPR มาบังคับใช้กับผู้ผลิต จะส่งผลทำให้เกิดการวางโครงสร้างทั้งขยะต้นทาง ผู้รับซื้อขยะ ได้พร้อมส่งต่อขยะเป็นวัตถุดิบที่สมบูรณ์เก็บกลับสู่โรงงานผลิตได้ 100% จะทำให้เกิดการสร้างระบบจัดการขยะบนพื้นที่เกาะอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนแม้สิ้นสุดการสนับสนุนเบื้องต้นจากโครงการ”
“เป้าหมายท้าทายคือ การทำให้ขยะรีไซเคิลบนเกาะ ออกจากเกาะได้จริง จนเข้าสู่ระบบรีไซเคิลบนฝั่ง โดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้ชุมชนและรักษาคุณภาพชีวิตของคนทำงานรับซื้อของเก่าให้ต่อเนื่อง จึงต้องแก้ไขปัญหาหลัก “ต้นทุนขนส่งจากเกาะขึ้นฝั่ง” เพื่อเสริมสภาพคล่องให้อยู่รอดได้

โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยลงทะเบียนผ่านไลน์ เพื่อให้ทุกอย่างที่มีการขนส่งขยะจากเกาะ มีการบันทึกข้อมูลยืนยัน การใช้จ่าย และตรวจสอบย้อนกลับได้ ทุกขั้นตอน ทำให้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาและวางระบบที่สมบูรณ์ในอนาคต
ขณะเดียวกันจะต้องมีการวางระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการรับซื้อขยะ เลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว ในราคาที่เป็นธรรม สอดคล้องกับท้องตลาด เพราะในวันหนึ่งหากไม่มีเงินสนับสนุนค่าขนส่ง ระบบจะยังคงอยู่รอดได้ โดยมีการสร้างความร่วมมือกับระบบในชุมชนให้แข็งแรง เพิ่มปริมาณการคัดแยกขยะต้นทาง รวมถึงในโรงแรม ร้านอาหาร และตลาดนักท่องเที่ยวบนเกาะ ที่จะทำให้ลดต้นทุนต่อหน่วยได้ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศการรับซื้อขยะสมบูรณ์แบบ จึงถือว่าเป็นเส้นทางสู่ความยั่งยืน
“แผนต่อไปของเรา คือขยายการมีส่วนร่วมกับโรงแรม ร้านอาหาร และชุมชน เพิ่มการคัดแยกที่ต้นทางให้มากขึ้น เพื่อให้วอลลุ่มของที่ขายได้เพิ่มขึ้นและการขนส่งจากเกาะมีความคุ้มค่าจริง ๆ เป็นเส้นทางสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง ที่โครงการจะค่อย ๆ ลดบทบาทผู้สนับสนุนภายนอกและให้ท้องถิ่นขับเคลื่อนเองต่อได้ เมื่อทุกคนร่วมกัน จะทำให้เกาะสะอาด มีระบบ และคนในชุมชนอยู่ได้ด้วยงานที่ภาคภูมิใจ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม