
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s New Horizon: ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพอากาศ” โดยระบุว่า แนวคิด “Reinvent Thailand” คือความร่วมมือสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนอีกครั้ง ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สมาคมธนาคารไทย และภาคเอกชน ในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมีเป้าหมายเร่งสร้างเศรษฐกิจสีเขียวให้เป็นทิศทางหลักของประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนดังกล่าวไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากขาดพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ภายใต้แนวคิด “Together for Sustainable” โดยเอกชนต้องทำหน้าที่เป็นผู้เดินหน้าการลงทุนอย่างเชิงรุก ขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่กำหนดเป้าหมาย วางกติกา และปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการสร้างการเติบโตใหม่ของเศรษฐกิจไทย หรือ New S-Curve ที่สามารถแข่งขันได้ในโลกยุคใหม่
ในบทบาทของภาครัฐ สิ่งสำคัญคือการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน ผ่านรูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน หรือ Public-Private Partnership (PPP) ซึ่งจะช่วยระดมทุนไปลงทุนในโครงการเศรษฐกิจสีเขียวได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน และไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะ ทั้งนี้ ภาครัฐได้เตรียมทางเลือกระดมทุนที่หลากหลาย อาทิ พันธบัตรสีเขียว (Green Bond) การระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ควบคู่กับมาตรการจูงใจทางภาษี
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากที่รอการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว โดยเฉพาะการพัฒนาพลังงานสะอาด ซึ่งต้องเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA รวมถึงการเร่งพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับสัดส่วนพลังงานสะอาดที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
เอกนิติย้ำว่า หากประเทศไทยไม่เร่งเปิดทางให้เอกชนลงทุนด้านพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง ประเทศอาจล้าหลังจากการแข่งขันในภูมิภาค จากเดิมที่ไทยเคยถูกมองว่าเป็น “เสือตัวที่ 5” เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี แต่ในวันนี้บริบทโลกเปลี่ยนไป นักลงทุนต้องการพลังงานสะอาดมากขึ้น ดังนั้น ไทยจึงต้องเร่งลงทุนก่อนที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนจะก้าวนำไปไกลกว่า
ดังนั้น นี่จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ผ่านการวางรากฐานด้านนโยบาย การอำนวยความสะดวกด้านเอกสาร และการปรับกรอบกฎหมาย เพื่อดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป
เมื่อทิศทางนโยบายมีความชัดเจน ภาคการเงินย่อมเริ่มขยับตาม โดยธนาคารและสถาบันการเงินจะสามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการจัดหาเทคโนโลยี อุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสะท้อนอย่างชัดเจนว่า “เงินทุน” กำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกับ “ความยั่งยืน”
แม้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.โลกร้อน) จะผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว และยังต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาสานต่ออีกประมาณ 2 ปี แต่ในช่วงรอยต่อนี้ รัฐยังสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านได้ ผ่านมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษี และการสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมสีเขียว
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเชื่อมโยง นโยบาย–กฎหมาย–เงินทุน ให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่สะดุด พร้อมทั้งเปิดกว้างให้เกิดความร่วมมือกับนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทย และสร้างงานภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
เอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยมีทั้งโอกาสและความพร้อม หากทุกภาคส่วนรวมพลังกัน เป้าหมาย Net Zero จะไม่ใช่เพียงความหวังของคนรุ่นนี้ แต่จะกลายเป็นรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนรุ่นต่อไป
การรวมตัวภายใต้แนวคิด “Together for Sustainable – Sparking Futures” สะท้อนว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นภารกิจของคนไทยทุกคน โดยภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการแปลงนโยบายให้เกิดผลจริง ทั้งการลดคาร์บอน การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCUS) ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนยังต้องเชื่อมโยงลงสู่ระดับพื้นที่ ดังเช่น โมเดลจังหวัดสระบุรี ที่แสดงให้เห็นการทำงานร่วมกันของรัฐ เอกชน และชุมชน ตั้งแต่อุตสาหกรรมสีเขียว การจัดการขยะ พลังงานสะอาด ไปจนถึงสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการยกระดับกรุงเทพฯ สู่ เมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ทั้งหมดนี้คือ “พื้นที่รวมพลัง” ภายใต้แนวคิด PPP for Planet เพื่ออนาคตเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทยอย่างแท้จริง