
“คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ผู้นำหญิงของประเทศที่เป็นผู้นำมาหลากหลายองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการเมือง มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในศาสตร์พระราชา”ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” อย่างเปี่ยมล้น ทุกครั้งที่พูดถึงในหลายเวที เมื่อพูดถึงพระองท่าน ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 จะต้องมีเสียงสั่นเครือ พร้อมกับน้ำตาทุกครั้ง
ก่อนที่ “กอบกาญจน์” จะมานั่งเป็นบอร์ด KBANK เธอเป็นผู้นำทัพธุรกิจครอบครัว ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด และบริษัทในเครือหลายแห่ง เช่น ไทยโตชิบาไลท์ติ้ง และไทยโตชิบาอุตสาหกรรม
บทบาทของเธอในโตชิบาได้ฉายภาพความสามารถด้านการบริหารองค์กรขนาดใหญ่แถวหน้าอุตสาหกรรมไทย ขณะเดียวกัน เธอยังเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในปี 2557-2560 ยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ปัจจุบัน เป็น รองประธานหอการค้าไทย คู่กับ บอร์ดเคแบงก์ หนึ่งในสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่สนับสนุน โครงการ “พอแล้วดี” The Creator มาแล้ว 5 รุ่น
โครงการพอแล้วดี โครงการที่น้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการดำเนินโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2559 เดินทางมาถึงหมุดหมายที่ 9.1 หรือเปิดมาทั้งหมดรุ่นที่ 10 ในปีล่าสุด (ปี 2568)
ตามเจตนารมณ์ ต้องการสานต่อแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับคนรุ่นใหม่ ได้เข้าใจ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่การอยู่อย่างจำกัด ไปทำนา ปลูกข้าว แต่คือการพัฒนาตน เป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ผ่านการปลูกวิธีคิดสร้างสรรค์คุณค่าธุรกิจภายในตัวตน ช่วยให้ตัวเองอยู่รอด พร้อมกันกับแบ่งปันความรู้ พยุงเครือข่าย เป็นฐานรากทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง
กอบกาญจน์เล่าว่า โครงการพอแล้วดี ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 10 ยังมีเส้นทางเดินให้ไปต่อ หยุดไม่ได้ เพื่อนร่วมเครือข่ายพอแล้วดี มักจะพูดเสมอว่า “งานยังไม่จบ”
กอบกาญจน์เล่าถึงแนวคิดของการสนับสนุนโครงการ “พอแล้วดี The Creator” เป็นปีที่ 5 ซึ่งดำเนินการโดย ดร. ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการโครงการ ได้เปิดมุมมองถึงเหตุผลที่เลือกขับเคลื่อนโครงการนี้ เพราะเห็นคุณค่าที่โครงการตั้งใจส่งต่อแรงกระเพื่อมให้กับสังคม อันสอดคล้องกับหลักการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ที่ต้องการเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง เงินทุนที่สนับสนุนจึงถูกส่งต่อไปยังโครงการที่สร้างพลังธุรกิจยั่งยืนอย่างไม่รู้จบ เนื่องจากโครงการมุ่งเน้นที่การสร้าง “คน”
“เคแบงก์ตั้ใจที่จะเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน ดังนั้น โครงการที่สนับสนุนจึงต้องสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมอย่างไม่รู้จบ ไม่ใช่โครงการที่เพียงCSR ถ่ายรูปสวยแล้วจบ”
บทบาทของธนาคาร ยึดถือคุณค่าของการสร้างคน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือการสร้างคน ที่ไม่ใช่เพียงให้เงินอย่างเดียว แต่จะต้องเน้นการพัฒนาทักษะ มอบองค์ความรู้ เข้าใจความหมายของ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างลึกซึ้ง สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต กับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ
“เริ่มต้นพัฒนาโครงการจะต้องไม่ใช่การให้เงิน เพราะหลายครั้งให้เงินไปแล้ว หากธุรกิจไม่ตอบโจทย์ก็เจ๊งอยู่ดี เพราะไม่มีปัญญา สิ่งที่สำคัญจึงต้องสอนให้รู้จักตัวตน เริ่มต้นจากเข้าใจตัวเองก่อน แล้วมีสติมาเป็นตัวกำกับ แล้วจึงเริ่มรู้และเข้าใจในความสามารถในตัว นำไปพัฒนาธุรกิจและต่อยอดกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น”
เห็นได้จาก 9 รุ่นที่ผ่านมา ล้วนเป็นการต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่คิดค้นหาทางแก้ไขปัญหาให้กับสังคม ชุมชน เช่น การนำเสื่อกกของน้องอิฐ จ.จันทบุรี มาสานต่อเสื่อรุ่นคุณยาย ที่ทอเสื่อมายาวนาน แต่ไม่มีใครมาสานต่อ ราคาที่ทำก็ไม่คุ้มค่า คนทอเสื่อได้ราคาไม่กี่บาท
พอมาเข้าโครงการพอแล้วดี เข้าใจความเป็นตัวตน ประมาณตน จาก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านการใช้สติ ปลุกให้คนอยากลุกขึ้นมาทำธุรกิจ พัฒนาเสื่อกกธรรมดาให้กลายเป็นเครื่องประดับที่เพิ่มราคาได้มากกว่าสิบเท่า
“น้องอิฐเข้าใจความเป็นตัวตนของท้องถิ่น จึงต้องการทำให้เสื่อที่ทำจาก “กก” ฉายความสวย ไปขายต่อแบบมีจุดขายได้ในตลาด เพิ่มมูลค่า และกระจายรายได้สู่ชุมชน จากการใช้ความเป็นนักออกแบบสร้างสรรค์ ทำให้คนในชุมชนที่เกี่ยวข้องมีอาชีพ โดยไม่ต้องเอาเงินไปช่วย เพราะก็ช่วยให้เขารู้จักตัวตนของตัวเอง
“รู้เขา รู้เรา สิ่งแรกที่พี่หนุ่ยสอนเสมอ คือการเริ่มจากตัวเราเองก่อน รู้มั้ยว่าเราเป็นใคร อยากทำอะไร แล้วเราจะไปแข่งกับใคร ไปเอาตลาดไหน หากขายแบบคนอื่นแล้วขายถูกกว่าเหรอ
มันก็ไม่อยู่ในสนามเดียวกันตั้งแต่แรก เพราะจริง ๆ กติกามันไม่ได้มี หรือมีก็มีจำกัดมาก สิ่งที่อยากได้คือ อยากให้คุณยายยังทอเสื่อต่อได้ เพื่ออยากให้รุ่นลูก รุ่นหลานกลับมาทำต่อ
เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นมากกว่าเสื่อที่เอาไว้ปูพื้น แล้วเสื่อทำอะไรได้อีก” จุดเริ่มต้นของการแปลงเสื่อเป็นมากกว่า การใช้ปูพื้นรองนั่ง กลายเป็นสร้อย ที่มี”จุดขายเฉพาะ” (Unique Selling Point) ไม่ต้องไปแข่งบนสนามตัดราคา และจะมีแนวคิดสร้างสินค้าใหม่ได้เสมอ ไม่มีชิ้นไหนเหมือนกัน และที่น่าสนใจคือคนรุ่นใหม่ มีวิธีการสื่อสารที่เล่าเรื่องตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ ถ่ายทอดผ่านมุมมองใหม่ได้ทุกวัน
เคสของน้องพู่ ชมพู่ เจ้าของร้านตัดชุดแต่งงาน ใน จ. ขอนแก่น จากธุรกิจชุดแต่งงาน สู่การรีแบรนด์ท้องถิ่น ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด
หลังจากมาเรียนพอแล้วดี ทำให้ค้นพบตัวเอง มีความสามารถมากกว่าการตัดเย็บชุดแต่งงาน ที่ต้องปิดตัวไปในช่วงโควิด จึงทำให้หลุดจากกรอบการทำงานแบบเดิม เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้พนักงานในร้านมีรายได้โดยไม่ต้องรอแค่เพียงวันแต่งงาน จึงก้าวไปตัดเย็บกระเป๋าในรูปแบบต่างๆ ที่มาเล่าเรื่องท้องถิ่น ที่เปิดตัวไป เริ่มต้นจากกระเป๋าลายไก่ และล่าสุดกับ มดแดง แฝงพวงมะม่วง สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เป็นแค่สินค้า แต่บอกเล่าเรื่องราวท้องถิ่น ให้ต่างชาติสนใจ และถามถึงถิ่นกำเนิด ดึงดูดให้คนสนใจท้องถิ่น จ.ขอนแก่น บ้านเกิด
“กระเป๋ารูปไก่บ้าน ของที่คนมองข้าม ทุกคนคิดว่าก็แค่ไก่ ของพื้น ๆ อยู่กับดินแต่เมื่อพัฒนาเป็นงานหัตถกรรม ราคาใบละ 3 หมื่นบบาท ทุกครั้งที่หิ้วไปต่างประเทศ จะมีคนขอถ่ายรูปและถามถึงที่มา ทำให้รู้ว่าขอนแก่น คือจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน”
“โครงการพอแล้วดีไม่ได้ช่วยเขาเรื่องดีไซน์ไม่ได้ช่วยหาเงิน แต่ช่วยให้เค้า[เขา]ค้นพบพลังของตัวเอง พอมีสติ จะทำให้แม่นในการสร้างสรรค์ผลงานที่มาจากตัวตนแท้จริง ที่เชื่อมต่อกับซัพพลายเชน คนในท้องถิ่นร่วมกันผลิต จนนำไปสู่การรีแบรนด์จังหวัดให้คนได้รู้จักจนสามารถจัดงานอีเวนท์ในจังหวัดได้ “
การสนับสนุนโครงการต่อเนื่อง จึงเป็นการส่งแรงกระเพื่อม (Impact) ไม่ใช่แค่คนพัฒนาธุรกิจ แต่พอแล้วดีทุกรุ่น จะกลับไปสานต่อสร้างมูลค่าท้องถิ่น ซัพพลายเชนให้แข็งแกร่ง และยังกลับมาเป็นเมนเทอร์ให้กับรุ่นถัดไป การสร้างคนที่ยั่งยืน
“ไม่ใช่ให้รอดคนเดียว เพราะสุดท้ายจะมีคนกลุ่มหนึ่งกลับมาช่วยส่งต่อความรู้ มาสอนคนอื่นต่อ ช่วยคุณยาย ช่วยคนทอผ้า ช่างปัก ช่างหนัง มีคนใน supply chain เป็นชาวบ้านในชุมชนให้มีรายได้จากตรงนี้”
นอกจากนี้โครงการพอแล้วดี ยังช่วยดึงสติ ธุรกิจที่กำลังหลงทาง ที่มุ่งพัฒนาธุรกิจให้เติบโต และไม่มั่นใจว่ามาถูกทาง ทำไปเพื่ออะไร หรือกำลังหมดไฟ ให้กลับมาเข้าใจภายใน แล้วกล้าที่จะคิด ลงมือทำธุรกิจที่สร้างคุณค่าให้คนอื่นได้เติบโตไปพร้อมกัน
“บางธุรกิจกำลังเติบโตมีเงิน ทำได้ดี กำลังจะหมดไฟ ถามตัวเองจะไปต่อหรือพอแค่นี้ สุดท้ายก็พบคำตอบธุรกิจที่สร้างประโยชน์ให้คนอื่น ผ่านนวัตกรรม โดยการพัฒนาขนมปังที่มาจากข้าวออร์แกนิก จ.เชียงราย โดยทุกการขยายสาขาไม่รู้สึกเหนื่อยเพราะได้ช่วยชาวนาจ.เชียงราย”
ทุกโครงการที่คนพอแล้วดีคิด จะหลอมรวม ภูมิปัญญาชาวบ้าน เข้ากับสิ่งแวดล้อม เป็นฐานทุนตั้งต้น และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ “
กลับมาที่ เคแบงก์ ธนาคารแห่งความยั่งยืน จึงวางหมุดหมายชัดเจนมองระยะยาว จึงไม่ทำอะไรแบบไร้เข็มทิศ นั่นคือเน้นที่การสร้างคน
“การยั่งยืน เริ่มจาก “การสร้างคน” เคแบงก์ทำเรื่องนี้มานาน ทั้งการดูแลสิ่งแวดล้อม การดูแลสังคม”
ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ โครงการ รักป่าน่าน มีการลงพื้นที่จริง เข้าไปแก้ไขปัญหาที่เริ่มต้นจาก “คน” ไม่ใช่แค่ปลูกป่า เพราะเห็นว่า จ.น่าน คือ ต้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 40% เมื่อน่านเป็นภูเขาหัวโล้น ป่าหายเป็นล้าน ๆ ไร่ จึงส่งผลกระทบต่อคนกรุงเทพ เคแบงก์จึงเข้าไปร่วมมือแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องรอให้เป็นหน้าที่ของรัฐอย่างเดียว ซึ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงลึก ทั้ง Issue-Based และ Area-Based เป้าหมายมุ่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำลับคืนสู่ธรรมชาติ ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
“หัวใจของการดูแลป่าไม้ ไม่ใช่เงินทุน แต่คือ คน ที่ตัดป่า คือชาวเขา ต้นเหตุสำคัญคือความยากจน ขาดแคลน รุกล้ำผืนป่า จึงต้องแก้ที่การให้แหล่งหาเลี้ยงชีพ ปลูกพืชที่ได้เงินแทนการตัดไม้ทำเงิน ช่วยให้การศึกษา ทำให้คนเข้มแข็ง สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ร่วมกัน”
มีการพัฒนาโครงการ เพาะพันธุ์ปัญญา เพื่อสร้างทายาท คนรักบ้านเกิดคนรุ่นใหม่ที่เติบโต ให้มีการศึกษา มีวัฒนธรรม และอาชีพ กลับมาพัฒนาบ้านเกิด กลับมาฟื้นคืนภาษา ดนตรี วัฒนธรรมประจำถิ่น
และสุดท้าย กำลังอยู่ระหว่างการทดลองปลูกพืชที่เป็นยาสมุนไพรท้องถิ่น เป็นวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้พืชท้องถิ่นในจังหวัด อยู่ระหว่างการทดลอง การพัฒนายากเป็นโครงการระยะยาว ต้องทำคู่กัน ทั้งงานวิจัย ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย แทบทุกมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เลือกพืชที่สามารถพัฒนาเป็น”ยา” ได้ เป้าหมาย เป็นยาประจำจังหวัด จากน่านที่เดียว ที่ทำให้มีมูลค่าสูงเป็นทวีคูณ
โครงการรักษ์ป่าน่าน คือโครงการที่ สร้างผลกระทบต่อสังคม ที่โดดเด่นจนทำให้องค์กรธุรกิจเพื่อสังคมมูลนิธิ ระดับโลก จากฮ่องกง ญี่ปุ่น และอินเดีย เข้ามาศึกษาแลกเปลี่ยนวิธีการทำงาน
“ในยุคที่เอเชีย เศรษฐกิจกำลังเติบโต แต่ธุรกิจจะโตโดยทิ้งสังคมไม่ได้เส้นทางนี้ ไม่ง่าย ไม่เร็ว แต่มั่นใจว่าเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง ในการเติบโตควบคู่กับสังคม”
Empower ทุนท้องถิ่น ไม่ขายที่ดิน กล้าชนทุนหนาต่างชาติ
การปลูกปัญญาให้คน จะปลุกพลังทำให้คนมีอาวุธ เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง ที่จะรักษาทรัพยากร มรดก ท้องถิ่นไว้ ไม่ถอดใจ ขายที่ดิน เลือกเงิน หนีการแข่งขันกับทุนหนา หรือผู้เล่นต่างชาติ ทิ้งโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการพัฒนาพื้นที่
หัวใจ ของการสร้างความเข้มแข็งให้กับป่าน่าน คือการลงพื้นที่ ตั้งแต่เริ่ม เข้าใจต้นตอแห่งปัญหา ทำต่อเนื่อง แม้จะใช้เวลานาน มีการตั้งมูลนิธิ มีจิตอาสา ในการสร้างคน ส่งต่อพลังแห่งภูมิปัญญา
รักษ์ป่าน่าน กับ พอแล้วดี มีเป้าหมายเดียวกัน คือการสร้างคน และทำงานกับธรรมชาติ แกนกลางเดียวกัน แต่บริบทต่างกัน
มีอีกเคสหนึ่งที่น่าสนใจมาก โรงแรมศิวาเทล ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ โรงแรมระดับครอบครัว ที่ล้อมรอบไปด้วย เชนโรงแรมต่างชาติ ระดับ5-6 ดาว ทุกแบรนด์ อาทิ เพรสทีจ* โอกุระ[ุ แอทธินี หากจุดแข็งของตัวเอง ต่อยอดเป็นโรงแรม บูทิคกลางกรุงที่มีจุดขาย โรงแรมสีเขียว เน้น ESG มีความแตกต่างจากโรงแรมเชนต่างชาติ เป็นโรงแรมที่เข้าใจแขกครอบครัว เด็ก และสุขภาพของคน
“คำถามคือ ท่ามกลางผู้เล่นหน้าใหม่ คุณจะสู้ หรือคุณจะขาย นี่คือเคสที่ชัดมาก ทายาทมาเรียน “พอแล้วดี” ทำให้เข้าใจตัวเอง จึงรู้ว่าเราเราสู้ได้ เพราะมาจากตัวเรา แม้คู่แข่งมีเงินมีทุกอย่าง เป็นโรงแรมที่เน้น ESG ช่วยชุมชน อาหาร ของใช้ในโรงแรม ทุกอย่างบอกที่มาที่ไป มาจากสวนไหน ฟาร์มไหน ไอศกรีม]มาจากใคร เสื้อผ้าพนักงาน ของตกแต่งล้วนมีเรื่องเล่า โรงแรมมีแค่ 37 ห้อง ไม่ได้ใหญ่* แต่เต็มตลอด ลูกค้าไปแล้วกลับมาซ้ำ”
นี่คือสิ่งที่ “พอแล้วดี”สอนเมื่อรู้จักตัวตน ทำให้มีจุดยืน โดยไม่ต้องแข่งขันราคา และไม่ต้องขยายเกินตัวเพื่อไปแข่งกับทุนหนา แต่ทำให้สิ่งที่มีตอบโจทย์ลูกค้าของคุณ”
การรักษาคุณค่าตัวตนท้องถิ่น เป็น Value เดียวกันกับ เคแบงก์ ที่เน้นการพัฒนาแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การสนับสนุนโครงการไม่ได้ทำเพื่อเป้าหมายลูกค้าในอนาคต หรือ หรือจะกลับมาเป็นลูกค้าธนาคาร อย่างจังหวัดน่าน ไม่ใช่ทุกคนที่ใช้ธนาคาร กสิกรไทย แต่ธนาคารมองผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ในเชิงสังคมดี มีความปลอดภัย จังหวัดเข้มแข็ง ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเข้มแข็ง ก็ส่งผลทางอ้อมมาสู่ธนาคาร
ถ้ามองกลับมาที่ภาพใหญ่ของประเทศ สิ่งที่เห็นตลอดคนไทยเข้ามาหางานทำในเมือง ปล่อยให้ท้องถิ่นต่างจังหวัดเป็นเมืองร้าง มีแต่คนแก่กับเด็ก ทำให้เมืองขาดชีวิตชีวา เศรษฐกิจกระจุกตัวแค่ในกรุงเทพฯ ความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งสูง เพราะฉะนั้น ก่อนจะสอนให้คนรักบ้านเกิด จะต้องทำให้ “หาเลี้ยงชีพได้”ในท้องถิ่น สร้างเศรษฐกิจฐานราก ในจังหวัด เมืองรอง เข้มแข็ง ไม่แพ้ขอนแก่น ภูเก็ต หัวเมืองใหญ่
“จันทบุรีก็ไม่แพ้เมืองระยองทุกจังหวัดมีของดีหมด แค่ต้องถูกปลุกขึ้นมา เด็กจบใหม่ ไม่จำเป็นต้องย้ายเมือง ถ้ามีโอกาส จึงต้องปลุก “สติ”ให้คนเห็นโอกาส ไม่ขายกิจการทิ้ง ขายที่ดิน เพราะคิดว่าสู้ทุนหนาไม่ได้ ทั้งที่ขามาเพราะเห็นโอกาส ทำไมเราไม่เห็นโอกาส จึงต้อง Empower คนท้องถิ่นธุรกิจต้องอยู่ในมือคนท้องถิ่น ในมือคนไทย ไม่เช่นนั้น จะอยู่ในมือทุนหนาต่างชาติ ไม่อยากเห็นโอทอปแบบเดิม หรือโรงแรมที่ตัดราคาแข่งกัน”
ทุกเมือง และทุกจังหวัดจะต้องมีความหลากหลายความโดดเด่นแตกต่างกัน นักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ไม่เน้นของถูก มาเพื่อเรียนรู้ความหลากหลาย
“นักท่องเที่ยวที่มาไทยกลับมาซ้ำ 70% แปลว่าคนมาแล้วกลับมาอีก เขามาเพราะประเทศไทยมีตัวตน แต่เราไม่ควรให้มาแค่กรุงเทพฯ หรือเมืองหลักสำคัญ แต่เมืองรองสำคัญไม่แพ้กัน จึงต้องกระจายรายให้กับเมืองรอง ลดความเหลื่อมล้ำ หลายเมืองมีของดีมาก แต่ยังไม่ถูกเล่าลำพูนไม่ใช่ลำปาง เชียงรายไม่ใช่เชียงใหม่ จันทบุรีไม่ใช่ระยอง ทุกที่มีอัตลักษณ์เมื่อเด็กกลับบ้าน ไปพัฒนา เพื่อนก็กลับตาม มันจะเกิดระบบ