“กอบศักดิ์” แนะแผนสำรอง กลับสู่ยุค “ถ่านหิน” รับวิกฤตพลังงานชั่วคราว ก่อนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก

efinAI
“ดร.กอบศักดิ์” แนะประเทศไทย จัดทำแผนรับมือวิกฤตด้านพลังงาน จากความเสี่ยงราคาน้ำมันโลกผันผวนหนักเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันใช้เวลาฟื้นยาวนาน เปิดข้อเสนอเตรียมย้อนกลับมาสู่ยุคใช้ “ถ่านหิน” เอาตัวรอดปลอดภัยในวิกฤต ก่อนวางแผนพลิกสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานทางเลือก เร่งส่งเสริมใช้รถEV พลังโซลาร์ เปิดข้อเสนอเตรียมย้อนกลับมาสู่ยุคใช้ “ถ่านหิน” เอาตัวรอดปลอดภัยในวิกฤต ก่อนวางแผนพลิกสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานทางเลือก เร่งส่งเสริมใช้รถEV พลังโซลาร์ ประเมินสงครามระยะสั้น ยกแรกผ่านไป สะเทือนGDP 0.3% หวังน้ำมันไม่ทะลุ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาเรล จากความเสี่ยงเงินเฟ้อ กระทบราคาสินค้าแพงจนฉุดไม่อยู่
หวั่นโจมตีโรงกลั่นเสียหายฟื้นฟูยาว
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้พลังงานโลกมีความผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการโจมตีส่งผลกระทบต่อโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับปรุงและฟื้นฟู ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 92–95 ดอลลาร์ต่อบาเรล แต่คาดว่าจะไม่พุ่งสูงถึง 110–120 ดอลลาร์ต่อบาเรล
“ต้องยอมรับว่าปัญหานี้จะไม่จบง่าย แม้ไม่เลวร้ายจนสูงถึง 110–120 ดอลลาร์ อาจจะอยู่ที่ราคาแถว 92–95 ดอลลาร์ แต่สถานการณ์ยังสบายใจไม่ได้ เพราะสิ่งที่น่ากังวลคือ หากมีการปิดโรงงานหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ความเสียหายจะต่อเนื่อง และการฟื้นตัวของปริมาณน้ำมันโลกอาจใช้เวลานาน”
แนะวาง 2 แผน 3 กระจายเสี่ยงพลังงาน
“กอบศักดิ์” แนะประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมวางแผนสำรอง ทั้งแผน 2 และแผน 3 เพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมัน ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การหาพลังงานทดแทน ไปจนถึงการพิจารณากลับมาใช้พลังงานจากถ่านหินชั่วคราว และการเร่งส่งเสริมพลังงานทางเลือก (Alternative Energy)
“การบริหารพลังงานใน 2–3 เดือนข้างหน้า ต้องกระจายแหล่งพลังงาน ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว เช่น เตรียมใช้ถ่านหินชั่วคราว เร่งโซลาร์ทั้งในระดับประเทศและครัวเรือน และสนับสนุน EV หลายบริษัทเริ่มทบทวนแผนระยะสั้นที่เน้นการ ‘อยู่รอด’ ก่อน เรื่องสีเขียวหรือพลังงานสะอาดเป็นเป้าหมายระยะยาว แต่ระยะสั้นต้องปรับแผนให้ยืดหยุ่นและพาตัวเองให้รอดให้ได้ ไทยจึงต้องกลับมาใช้ถ่านหินอย่างในอดีต ที่ต้องหยุดไปเพราะเข้าสู่โลกพลังงานใหม่ แต่หากไม่มีทางเลือก อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ถ่านหินชั่วคราว เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่”
โซลาร์- EV ทางออกระยะยาว จุดพลิกเร่งเปลี่ยนพลังงานสะอาด
ด้านการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดถือเป็นอนาคตระยะยาวที่ต้องเตรียมพร้อม โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ที่ไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ ทั้งในระดับการติดตั้งตามบ้านเรือนและชุมชน รวมถึงการเพิ่มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเหมาะสมในการผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้ EV มากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากได้รับผลกระทบจากการต้องต่อคิวรอเติมน้ำมันเป็นแถวยาว
สงครามยกแรก กระทบ GDP ชะลอ 0.3%
ผลกระทบที่เกิดขึ้น ประเมินในเบื้องต้นในสถานการณ์ระยะสั้นที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ชะลอตัวราว 0.3% หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ได้เตือนว่า หากราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 110–120 ดอลลาร์ต่อบาเรล จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนควบคุมได้ยาก แม้ภาครัฐจะรองรับภาระผ่านกองทุนน้ำมันในระดับที่รับได้ แต่หากราคาพุ่งสูงจนเกินควบคุม พื้นที่สำรองน้ำมันจะลดน้อยลง ส่งผลให้การกระตุ้นเศรษฐกิจและการพยุงค่าครองชีพต้องแบกรับภาระหนักไปพร้อมกัน
“ผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังประเมินได้ยาก ขึ้นอยู่กับว่าราคาน้ำมันสูงแค่ไหน รวมถึงระดับความเสียหายจากการโจมตีในตะวันออกกลาง ที่อาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปี ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจและชะลอการตัดสินใจลงทุน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบจะมากกว่านั้น”
บาทอ่อน อานิสงส์ ส่งออก-ท่องเที่ยว-เกษตร ดึงนักลงทุนต่างชาติ
การที่อัตราค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าจากดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นแ ละการนำเข้าน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ถือเป็นผลดีต่อไทยที่จะช่วยสนับสนุนภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม และยังเป็น “โอกาส” ในการรองรับนักลงทุนต่างชาติที่มองหาฐานการผลิตแห่งใหม่ให้เข้ามาลงทุนในไทย
“ทนได้คือรอด” วางจุดยืนไทย สมดุลขั้วอำนาจโลก
บทเรียนสำคัญจากภาวะสงครามคือการวางจุดยืนของประเทศ พร้อมเตรียมตัวล่วงหน้า มองโลกตามความเป็นจริง และวางตำแหน่งประเทศให้เหมาะสม วางสมดุลระหว่างขั้วการเมืองโลก เพื่อให้ผ่านวิกฤตได้ เปรียบเสมือน “ไฟกำลังลุกอยู่ด้านบน” จะต้องดำน้ำและกลั้นหายใจให้นานที่สุด
“คนที่ทนได้คือคนที่รอด ระหว่างนั้นต้องสร้างทางออกของตัวเองให้ได้ ทั้งพลังงานในประเทศและความสามารถในการพึ่งพาตัวเองในอนาคต”











