สงครามตะวันออกกลางเขย่าโลกพลังงาน ถึงเวลาเปลี่ยนโครงสร้างสู่โหมดยั่งยืนเสรี

efinAI
ผู้เชี่ยวชาญเตือนไทยต้องกระจายความเสี่ยงและทบทวนโครงสร้างพลังงาน
สงครามตะวันออกกลางเขย่าโลก พลังงานผันผวน ส่องโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าไทยบิดเบี้ยว พึ่งพาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ทางแยกเลี่ยงจุดเสี่ยงเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานทางเลือก แนะปรับแผนPDPลงทุนโครงสร้างรับระบบพลังงานหลากหลาย พร้อมเสรีไฟฟ้า
เวทีเสวนา “อนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทย ภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและระเบียบโลกใหม่” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดย JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมีผู้ร่วมเสวนาทั้งนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ และสายการเงิน
เตือนไทยพึ่งน้ำมัน 6% ต่อ GDP ฉุด 3 ความเสี่ยงเศรษฐกิจ
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว การค้าโลก และราคาสินค้า ทั้งนี้เป็นผลมาจากโครงสร้างการใช้พลังงานของไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน คิดเป็นมูลค่าราว 6% ของ GDP โดยเฉพาะจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ผลกระทบทั้ง 3 ด้านยังส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากส่งผลต่อราคาตั๋วเครื่องบินและการตัดสินใจเดินทาง ขณะเดียวกันยังกระทบต่อการค้าโลก เมื่อค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อค่าประกันการขนส่งสินค้าทางเรือ รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่เดิมคาดว่า AI จะช่วยหนุนการเติบโต แต่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจกลับไม่สูงตามที่คาด
“ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสูงสุดในภูมิภาค สัดส่วน 6% ต่อ GDP ซึ่งมีผลกระทบต่อราคาสินค้าที่กระทบต่อประชาชนแน่นอน เพราะช่วงราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นและสินค้าอาจขาดแคลน เพราะชีวิตประจำวันไม่สามารถลดการใช้ได้ ทั้งการขนส่ง ค่าไฟ และสินค้าบางชนิด เช่น ปุ๋ยยูเรียซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติ”
3 ฉากทัศน์สงคราม ประเมินยาก แต่ต้องเตรียมรับมือ
ดร.พิพัฒน์ คาด 3 ฉากทัศน์ คือ 1. จบเร็ว ในระยะ 1 เดือน ซึ่งราคาน้ำมันขึ้นแต่ไม่รุนแรงและไม่ยาวนาน 2. ยืดเยื้อแต่ไม่รุนแรง สงครามกินเวลายาวนานแต่ไม่ขยายตัว และไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานมากเกินไป และ 3. ยืดเยื้อและรุนแรง ช่องแคบฮอร์มุซไม่เปิด แหล่งขนส่งและบ่อน้ำมันถูกปิด นานนับปีกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ
ลดอุดหนุน หาแหล่งพลังงานใหม่ สะท้อนต้นทุนจริง
ในแง่มาตรการรับมือ ดร.พิพัฒน์แนะภาครัฐให้พิจารณาการอุดหนุนผ่านกองทุนสำรองชดเชยราคาน้ำมันดีเซลราวเดือนละ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 ทั้งที่รบกันเพียง 10 วัน แต่ก่อให้เกิดหนี้ของกองทุนน้ำมันและใช้เวลาชดเชยนานถึง 2-3 ปี ดังนั้น จึงต้องประเมินความจำเป็นและหาวิธีอุดหนุนพลังงานในหลากหลายแนวทาง เพราะหากค่าไฟฟ้าที่เคยสูงถึงหน่วยละ 4 บาทถูกปรับลดลงหลังวิกฤต จะกลายเป็นภาระของรัฐที่แตกต่างจากกองทุนน้ำมันซึ่งสามารถทยอยลดหนี้จนเหลือศูนย์ได้
“ราคา LNG ตลาดโลกขึ้นไปแล้ว ต้นทุนการผลิตไฟขึ้นตาม หากไม่ปรับราคาขายไฟ ต้นทุนยังอยู่ในค่าไฟที่เราทุกคนมีหนี้ต้องจ่ายอยู่แล้ว รัฐบาลต้องกระจายความเสี่ยงเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน หาแหล่งพลังงานที่หลากหลาย ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล หันมาเป็นพลังงานหมุนเวียน ขณะเดียวกันต้องพิจารณาโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซว่าจะทำอย่างไรให้ระบบสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง”
สงครามจุดเปลี่ยน ลดพึ่งพาโครงสร้างค่าไฟที่ผูกติด LNG
ด้าน ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende ให้ความเห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานในการส่งออก LNG เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้า LNG จนกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยพลังงานไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมายาวนานกว่า 46 ปี เนื่องจากมีแหล่งก๊าซในอ่าวไทยที่มีต้นทุนต่ำและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม สงครามเพิ่มโอกาสเกิดวิกฤตพลังงาน เพราะโครงสร้างระบบไฟฟ้าไทยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ผูกพันกับการใช้ก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง
ยิ่งไปกว่านั้น จากข้อมูลช่วงวิกฤตยูเครนปี 2565 พบว่าการนำเข้า LNG อยู่ที่ 8.5 ล้านตัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านตันในปีนี้ ขณะที่ราคา LNG พุ่งสูงขึ้นถึง 187% ทำให้ค่าไฟสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย และส่งผลให้ กฟผ. มีหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาทที่ถูกผลักภาระมายังค่าไฟ นอกจากนี้ยังคาดว่าในปี 2573 สัดส่วนการนำเข้าอาจเพิ่มสูงถึง 50% หากก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยลดลง และสัญญานำเข้าก๊าซจากเมียนมากำลังจะสิ้นสุดลง
“ในช่วงวิกฤตปี 2565 มีความรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากตลาดยุโรปยุติการใช้ก๊าซจากรัสเซียและหันมาซื้อ LNG ในตลาดโลกแทน ทำให้ราคาในเอเชียพุ่งสูงถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู คาดว่าราคาในช่วงปี 2569-2573 จะลดลงเหลือประมาณ 11-15 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ LNG ขึ้นไปแตะ 20 ดอลลาร์อีกครั้ง”
ร่างแผน PDP ใหม่ มุ่งพลังงานทางเลือก
สำหรับแนวทางแก้ไขระยะยาว ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2024) พบว่าความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติยังคงเพิ่มขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า เพราะสัญญาซื้อขายไฟฟ้าผูกพันกับสัญญาจัดหาก๊าซธรรมชาติระยะยาว 20-25 ปี ถึงเวลาแล้วที่ต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก วางโครงสร้างพื้นฐานและระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) รวมถึงการใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และเทคโนโลยีที่สร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน พร้อมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และกลไกตลาดที่สอดคล้องกับระบบไฟฟ้าในอนาคต
“ในระยะยาว คือการปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งทำให้ค่าไฟฟ้าผันผวนเมื่อมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ จึงควรเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน วิกฤตครั้งนี้ทำให้ต้องทบทวนความมั่นคงจากการพึ่งพาพลังงานภายในประเทศ รวมถึงการวางแผนเพื่อพลังงานทางเลือกอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และลม”
โครงสร้างบิดเบือน ผลักดันคนให้ปรับตัวพึ่งพาพลังงานทดแทน
รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออิหร่านอย่างหนัก แม้สหรัฐอเมริกามีความพร้อมรับมือหากขาดแคลนน้ำมัน แต่อิหร่านได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ จึงมีแนวโน้มที่จะเจรจายุติความขัดแย้ง
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากกลไกราคาพลังงานโลกตามทฤษฎีจุดสูงสุดฮับเบิร์ต (Hubbert Peak Theory) ราคาน้ำมันดิบมักถูกจำกัดเพดานไว้ที่ประมาณ 100-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพราะผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมจะเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและมีภาระการอุดหนุนราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ใช้เม็ดเงินเกือบพันล้านบาทต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าเบนซิน จึงเกิดความบิดเบี้ยวในนโยบายพลังงาน
“หากรัฐบาลกล้าปล่อยให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จะเกิดการปรับตัว เช่น หันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานไฮโดรเจน หรือก๊าซ LNG ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาว จึงต้องเริ่มลดการอุดหนุนและหันไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) จะมั่นคงกว่า”
เปิดทางเลือกแหล่งพลังงานทดแทนตะวันออกกลาง
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรเปิดกว้างในการจัดหาพลังงานจากหลากหลายแหล่ง เช่น การมองหาแหล่งปิโตรเลียมทางเลือกในอเมริกาใต้ อย่างอาร์เจนตินา บราซิล หรือชิลี ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงเทคโนโลยีโรงกลั่นเพื่อรองรับวัตถุดิบที่หลากหลายขึ้น พร้อมกับเร่งสำรวจแหล่งพลังงานในประเทศอย่างจริงจัง ทั้งในพื้นที่อ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน แม้จะต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการประเมินปริมาณสำรอง แต่ถือเป็นมาตรการระยะสั้นที่จำเป็น
ยิ่งกว่านั้น แม้รัฐบาลยังมองว่าก๊าซ LNG จะเป็นกระดูกสันหลังของระบบพลังงานในช่วงการเปลี่ยนผ่าน (Energy Transition) แต่ระบบไฟฟ้าไทยยังมีข้อจำกัดและขาดการแข่งขันที่เสรีพอ จึงควรเปิดโอกาสให้เอกชนรายย่อยหรือ SME สามารถผลิตไฟฟ้าและขายเข้าระบบสายส่งของรัฐได้มากขึ้น โดยให้รัฐทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) อย่างเต็มตัว ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าของประเทศมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว
“เมื่อไรที่เปิดให้มีผู้เล่นหลายราย ราคาก็จะถูกลง เหมือนธุรกิจการบิน สมัยก่อนแพงมาก พอเปิดให้หลายสายการบินแข่งขัน ราคาก็ถูกลง ไฟฟ้าก็เหมือนกัน ถ้าเปิดตลาดให้มีผู้เล่นหลายราย ค่าไฟก็มีโอกาสลดลง”
เปิดทางออกพลังงานยั่งยืน ปรับนิยามความมั่นคงใหม่
อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) กล่าวว่า วิกฤตสงครามในตะวันออกกลางเป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องมองหาทางออกด้านพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคเอกชน พร้อมเสนอว่าประเทศไทยควรพิจารณาตัวเลือกด้านพลังงานใหม่เพิ่มเติมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
สำหรับทิศทางของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่นั้น ควรคำนึงถึงทั้งต้นทุนพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยบริหารจัดการได้ใน 3 ด้าน คือ 1. ความมั่นคงด้านพลังงาน 2. ราคาที่ไม่แพงเกินไป และ 3. การรักษาสิ่งแวดล้อม โดยยืนอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพราะในวันนี้พลังงานสะอาดสามารถให้ทั้งความมั่นคงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ในเวลาเดียวกัน
“ประเทศไทยควรทบทวนคำจำกัดความของ ‘ความมั่นคงด้านพลังงาน’ ไม่เพียงในมิติการป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าดับ แต่ในความเป็นจริงควรมองถึงการเข้าถึงพลังงานในราคาที่จับต้องได้ การมีต้นทุนพลังงานที่คาดการณ์ได้และไม่ผันผวนตามวิกฤตโลก รวมถึงการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยมองแหล่งพลังงานภายในประเทศ เช่น ก๊าซชีวภาพ พลังงานจากขยะ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานอย่างแบตเตอรี่”
ปลดล็อกกฎหมายโรงงาน ขยายอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
ท้ายที่สุด สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุดจากแผน PDP คือการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
“เร่งปลดพันธนาการทางกฎหมายที่บล็อกผู้ประกอบการ ตัวอย่างเช่น โซลาร์ฟาร์มหรือโซลาร์โฟลต (Solar Floating) ยังถูกจัดเป็น รง.4 อยู่ ซึ่งต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ทำให้โครงการพลังงานสะอาดจำนวนมากติดข้อจำกัดด้านผังเมือง และกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานสะอาด”











