
อุตสาหกรรมยางพารามีมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 4-5 แสนล้านบาทต่อปี โดยไทยเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับ 1 ของโลก มีเกษตรกรเกี่ยวข้องถึง 1.8 ล้านครัวเรือน แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่วัตถุดิบต้นน้ำ หากสามารถเพิ่มมูลค่าเพียง 5-10% ผ่านการแปรรูป ความยั่งยืน และคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit จะมูลค่าเพิ่มถึงหมื่นล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

คุณอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจของไทย แต่กำไรยังไม่ถูกกระจายสู่เกษตรกรไทย แม้จะมีการปลูกทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มีเกษตรกรเกี่ยวข้องกว่าหลายล้านครัวเรือน แต่ยังคงตกอยู่กับปัญหาวังวนเดิม ทั้งความผันผวนของราคาผลผลิต ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โรคระบาดในยางพารา รวมถึงผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องบูรณาการแนวคิด ESG เข้ามาช่วยยกระดับยางพาราไทย ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีจุดแข็ง ให้พร้อมปรับตัวและก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อให้สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ควบคู่กับการส่งเสริมเกษตรปลอดภัย การบริโภคที่ยั่งยืน และการดูแลสิ่งแวดล้อม
ต้องยอมรับว่า การกำหนดราคารับซื้อในตลาดโลกยังไม่สร้างมูลค่าและความมั่นคงให้คนปลูกอย่างแท้จริง อีกทั้งอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งสหภาพยุโรปที่ใช้กติกาสิ่งแวดล้อมเข้มขึ้น แบรนด์โลกต้องรายงาน ESG ทั้งซัพพลายเชน และนักลงทุนให้ราคาพรีเมียมกับสินค้าที่ตรวจสอบได้จริง จึงยังมีโอกาสเติบโต
ในยุคใหม่ ยางพาราจะต้องตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่แห่งคุณค่า ที่ลดผลกระทบต่อโลก สังคม และสร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจ จึงมีการทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU – Memorandum of Understanding บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ) ที่เชื่อมการศึกษา ชุมชน เกษตร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ตามกรอบ ESG, SDGs (Sustainable Development Goals – เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน) และ BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy -เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) ตอบโจทย์ความยั่งยืนผ่าน 3 โครงการที่มีเป้าหมายเดียว โดย MOU เชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียวที่มีความยั่งยืนและตรวจสอบได้

MOU ฉบับที่ 1 – ต้นน้ำ: เกษตรกรยางพารา และความยั่งยืนด้านสังคม (S) ผ่านโครงการ “อิ่มท้องสมองดี เกษตรปลอดภัย ครัวไทยสู่ครัวโลก” ระหว่างสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย โรงเรียนบ้านโคกสำราญบูรพาสวรรค์ และบริษัท สามโลก กรุ๊ป จำกัด เป็นการลงทุนด้านการพัฒนาคนตั้งแต่ฐานราก เชื่อมเกษตรกร ชุมชน และอาหารปลอดภัย ลดความเปราะบางทางรายได้ และสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อทำให้สังคมยั่งยืน ซึ่งถือเป็นหัวใจ ESG ในภาคเกษตร
โครงการนี้ตอบโจทย์ในมิติ Social (สังคม) และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน ส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรปลอดภัยผ่านการลงมือทำจริง และถ่ายทอดองค์ความรู้การทำเกษตรสู่ครอบครัวและชุมชน สอดคล้องกับ SDG 2 (Zero Hunger – ขจัดความหิวโหย) และ SDG 4 (Quality Education – การศึกษาที่มีคุณภาพ)
MOU ฉบับที่ 2 – กลางน้ำ: เพิ่มมูลค่าและช่วยลดคาร์บอน ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม (E) ลงนามระหว่างบริษัท คาร์บอน เอจ จำกัด และสมาคมเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพาราไทย (สกยท.)
MOU ฉบับที่ 3 เป็นข้อตกลงระหว่างบริษัท ไทยรับเบอร์ แลนด์ แอนด์ แพลนเตชั่น จำกัด และบริษัท คาร์บอน เอจ จำกัด ร่วมมือกันพัฒนาโรงงานต้นแบบแปรรูปทุเรียนตกเกรดเป็นทุเรียนพรีเมียมพร้อมรับประทาน และการวิจัยและพัฒนาไบโอชาร์ (Biochar – ถ่านชีวภาพ) ตอบโจทย์ทั้งการลดของเสีย เพิ่มรายได้ และลดคาร์บอนในกระบวนการผลิต เป็น ESG เชิงเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ตลาดโลกให้มูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ

ด้านคุณกาย นันต์ธนะ ประธานบริษัท คาร์บอน เอจ จำกัด กล่าวเสริมถึงความสำคัญของ MOU ทั้ง 2 ฉบับช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืน โดยใช้โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน โครงการโรงงานต้นแบบเพิ่มมูลค่าทุเรียนตกเกรดสู่ทุเรียนพรีเมียมพร้อมรับประทาน เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นรายได้ ลด Food Loss (การสูญเสียอาหาร) และสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน หนุน SDG 8 (Decent Work & Economic Growth – ส่งเสริมการจ้างงานและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ) และ SDG 12 (Responsible Consumption & Production – การบริโภคและการผลิตด้วยความรับผิดชอบ)
ในมิติสิ่งแวดล้อม (Environment) โครงการช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change – การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) โดยโครงการวิจัยและพัฒนาไบโอชาร์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จัดการของเสียอย่างเป็นระบบ ลดก๊าซเรือนกระจก และต่อยอดสู่คาร์บอนเครดิตและ Climate Action (การดำเนินการด้านภูมิอากาศ) สอดคล้องกับ SDG 13
นอกจากนี้ยังรวมถึงการพัฒนาโมเดลธรรมาภิบาลด้วยการกำกับดูแล (Governance ) ให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การมีเอกชนด้านคาร์บอนและสถาบันเกษตรกรเข้ามาร่วมพัฒนาโมเดล ทำให้ซัพพลายเชนมีข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับและมาตรฐานเดียวกัน ถือเป็นหัวใจของธรรมาภิบาลในยุคที่นักลงทุนและผู้ซื้อไม่เชื่อคำว่าเขียว หากไม่มีข้อมูลรองรับ

ทั้ง 3 โครงการเป็นการสร้างระบบนิเวศ ESG ในอุตสาหกรรมยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เป็นห่วงโซ่การพัฒนาตั้งแต่โรงเรียน ชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม พร้อมขยายผลสู่ระดับประเทศและตลาดโลก
อุตสาหกรรมยางพาราเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย มีเกษตรกรเกี่ยวข้องหลายล้านคน แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงเดิม ไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก แต่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย ขณะที่ตลาดโลกเริ่มตั้งคำถามหนักขึ้นเรื่องความยั่งยืน ความโปร่งใส และคาร์บอนฟุตพริ้นต์ของสินค้าเกษตร
ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอ และกติกาการค้าใหม่กดดันประเทศผู้ส่งออก การทำ MOU ที่เกิดขึ้นจึงเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับซัพพลายเชนยางพาราไทยทั้งระบบให้ตอบโจทย์ ESG เพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว