กรมเชื้อเพลิงฯเล็งยื่น 4 วาระเร่งด่วนให้รัฐบาลใหม่ เปลี่ยนผ่านพลังงานไทยสู่ Net Zero ไม่มีสะดุด

รูป กรมเชื้อเพลิงฯเล็งยื่น 4 วาระเร่งด่วนให้รัฐบาลใหม่ เปลี่ยนผ่านพลังงานไทยสู่ Net Zero ไม่มีสะดุด

efinAI


กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เผยแผนซอฟต์แลนด์ดิ้งเปลี่ยนผ่านพลังงาน 25 ปี ไม่มีสะดุด ทั้งการลดพึ่งพาฟอสซิล คู่ขนานคงเสถียรภาพไฟฟ้าไทย เตรียมนำเสนอรัฐบาลใหม่ 4 ข้อสำรองก๊าซธรรมชาติจาก 8 ปีเพิ่มอีก 10 ปี เปิดสำรวจสัมปทาน รอบที่ 25 บนบก และ26 อันดามัน เร่งปรับกฎหมายต่ออายุสัมปทาน พร้อมรับส่วนแบ่งกำไรจากก๊าซไทย-มาเลย์ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ ในยุคที่ทั่วโลกกำลังมุ่งลดการใช้ฟอสซิลเพื่อก้าวเข้าสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อให้เข้าสู่เป้าหมายตามพันธสัญญาประชาคมที่ลดคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

ดังนั้น จะค่อยๆ ลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติที่ประเทศไทยพึ่งพามาผลิตพลังงาน 60% นอกจากนี้ ยังต้องรักษาความมั่นคงทางพลังงานไทยที่ตอบสนองความต้องการของครัวเรือนและอุตสาหกรรม เพื่อตอบสนองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีกำลังการผลิตการสำรองก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอกับการใช้งาน 8 ปี ดังนั้น จึงจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ให้เตรียมพร้อมจัดหาแหล่งการผลิตใหม่ควบคู่กับการใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเพิ่มปริมาณการผลิตอีก 10 ปี ก่อนที่จะขยับเข้าสู่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ซึ่งจะทำให้สัดส่วนก๊าซธรรมชาติลดลงเหลือ 50%

“ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก สัดส่วน 60% และผลิตได้ภายในประเทศ 30% โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผลิตได้เท่าเดิมโดยไม่เพิ่มกำลังการผลิตเปิดสัมปทานใหม่ จะคงอยู่ได้ 8 ปี นอกจากนี้ จากการเปิดสัมปทาน 24 รอบ เก็บค่าภาคหลวงให้กับรัฐปีละ 1-1.2 แสนล้านบาท

ดังนั้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่สะดุด จึงต้องเตรียมพร้อมเปิดสำรวจและผลิตแหล่งใหม่เพื่อเสถียรภาพพลังงานไทย รวมทั้ง รองรับการลงทุนใหม่ในช่วงที่พลังงานสะอาดหรือพัฒนาไฟฟ้าสีเขียวยังต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต 24 ชั่วโมง”

ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงจึงเตรียม 4 แนวทาง นำเสนอทีมคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ เพื่อนำทรัพยากรภายในประเทศที่มีอยู่มาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพที่สุดในปี 2569 โดยเฉพาะ เพื่อรองรับความต่อเนื่องการผลิตพลังงานไทย ประกอบด้วย

เปิดสัมปทานบนบก

1.การเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบกจำนวน 9 แปลง (ครั้งที่ 25) ครอบคลุม 21 จังหวัดทั้งภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้ ภายหลังจากการออกประกาศเชิญชวนการเปิดให้ยื่นขอสิทธิฯ มีผู้มายื่นขอสิทธิฯ จำนวน 5 ราย 8 คำขอ ซึ่งคาดว่าจะเกิดการลงทุนราว 2,500 ล้านบาท นอกจากนี้ จะเกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ในอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่อง จากปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติประมาณ 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

ดังนั้น จะพิจารณาคัดเลือกเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี และคาดว่าจะเปิดสัมปทานปิโตรเลียมได้ภายในปี 2569

สำรวจแหล่งก๊าซใหม่อันดามัน

  1. ในปี 2569 จะมีแผนในการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน (ครั้งที่ 26) โดยเฉพาะ จะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากพื้นที่เป็นบริเวณที่ติดกับแหล่งค้นพบปิโตรเลียมมาก่อน จึงมีโอกาสที่จะพบทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เป็นโอกาสดึงดูดทุนขนาดใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการช่วยส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน หลังจากศึกษาศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีต่อไป”

  1. การดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) โดยมีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17-01 ดังนั้น ทำให้สามารถขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าวในช่วงปี 2571 – 2581 อย่างไรก็ตาม สร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ คาดว่าสามารถสร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศจากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะ องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

  1. จะมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติปิโตรเลีย พ.ศ. เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินการต่อออายุสัญญาสัมปทาน โดยเฉพาะ เมื่อครบอายุสัมปทาน จะต้องเตรียมให้การดำเนินการผลิตต่อเนื่อง ดังนั้น หาทางออกทั้งการขยายอายุสัญญาหรือเปิดสัมปทานใหม่

“การปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุน รวมทั้ง สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากกฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2514 ซึ่งนานกว่า 50 ปีมาแล้ว ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปให้รองรับกับการขยายการผลิตให้ต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ ยังมีการรายงานสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิคและต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ จะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ดังนั้น คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ลุยสำรวจ CCS ลงทุน 3.7แสนล้านบาท

การดำเนินการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อสนับสนุนนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 376,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ เกิดการจ้างงาน 11,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) 228 ล้านตัน ประกอบด้วย

  1. โครงการศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ในการกักเก็บ CO2

โดยเฉพาะ กรมเชื้อเพลิงฯ ร่วมกับมิตซุย หน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น (JOGMEG และ INPEX) เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

“หลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการเข้าสำรวจและมอบหมายภารกิจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 แล้วนั้น ปัจจุบัน ได้อยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ ดังนั้น คาดว่าจะสามารถสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนบริเวณอ่าวไทยตอนบนได้ภายในปี 2569”

  1. โครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ผู้ดำเนินการคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. โดยเฉพาะ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะได้แนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวภายในปี 2569 นอกจากนี้ ปตท.สผ. อยู่ระหว่างการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อก่อสร้างและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงาน ดังนั้น คาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ในปี 2571

“กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี 2569 กรมฯ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนพลังงานภายใต้แนวคิด ‘ความต่อเนื่อง มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’

“แนวทางยุทธศาสตร์หลักใน 3 มิติสำคัญ ประกอบด้วย การรักษาฐานเดิมด้วยการต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมเดิม เพื่อให้การผลิตไม่หยุดชะงักและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ การเติมโอกาสใหม่ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ ๆ

โดยเฉพาะ เร่งกระตุ้นการลงทุนผ่านการเปิดสัมปทานรอบที่ 26 ในพื้นที่ศักยภาพสูงอย่างทะเลอันดามัน พร้อมปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียมให้ทันสมัย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนใหญ่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ มิติก้าวสู่พลังงานสะอาด ยกระดับการบริหารจัดการสู่ยุคคาร์บอนต่ำด้วยโครงการนำร่องเทคโนโลยี CCS เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ” อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง