UN เปิด 4 จุดเสี่ยงฉุดศก.ไทย แนะเอกชนลงทุน “บอนด์ยั่งยืน” แก้วิกฤต

efinAI
ยูเอ็น เตือน 4 จุดอ่อนไทย เศรษฐกิจโตต่ำ สังคมผู้สูงวัย โลกร้อนเสี่ยงฉุดจีดีพี10% และการเมืองไทยพลิกขั้ว จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมไทยเร่งลงทุน 5.4 แสนล้านในปี 2050 หรือ 1.4% ของ GDP ต่อปี เร่งสถาบันการเงิน เอกชน ออกสินเชื่อสีเขียว และบอนด์ยั่งยืน 1.4ล้านล้านบาทต่อปี พลิกเกมฐานราก SMEs ไทยสร้างเครือข่ายซัพพลายเชนเติบโต ก้าวผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว
นางสาวเนียฟ คอลลิเออร์-สมิธ ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย (รักษาการ) และผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (Ms. Niamh Collier-Smith, UN Resident Coordinator in Thailand ad interim, UNDP Resident Representative in Thailand) กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา “การเปลี่ยนผ่านสีเขียวครั้งใหญ่” (Great Green Transition) ในหัวข้อ “เชื่อมนโยบายสภาพภูมิอากาศระดับโลก สู่ความเป็นจริงของภาคธุรกิจในภูมิภาค” (Bridging Global Climate Policy into Local Business Reality)
ท่านกล่าวว่า การดูแลสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือจุดเปลี่ยน “การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ” ที่จับต้องได้จริง สิ่งนี้จะนำไปสู่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทย มีความยืดหยุ่น และพร้อมแข่งขันได้ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
ทั้งนี้ ก่อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว จะต้องเตรียมพร้อม 5 ด้าน ดังนี้
1. แรงกดดันจากปัจจัยภายนอก (Macro Pressure)
โลกกดดัน ไทยต้องปรับ
เมื่อมองภาพใหญ่ พบว่าปัจจัยภายนอกทั่วโลกเต็มไปด้วยแรงกดดัน สถานการณ์เหล่านี้กำลังกำหนดทิศทางประเทศไทย ตั้งแต่เศรษฐกิจโตต่ำ ภาคธุรกิจมีสัดส่วน 60% ต่อจีดีพี แต่ 25% ของจีดีพีเข้าสู่ภาคผลิตที่โตต่ำ นอกจากนี้ ยังมีโครงสร้างคนที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย สภาพอากาศเปลี่ยน และการเมืองที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนจากต่างประเทศ
เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนโครงสร้าง
ปัจจัยแรงหลากหลายที่กล่าวมา ส่งผลทำให้ประเทศไทยจึงก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตเริ่มช้าลง ภาคผลิตลดลง แรงบีบที่ต้องทำให้ประเทศเปลี่ยนสู่รูปแบบที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ผ่านการวางนโยบายลดผลกระทบ
โลกร้อน เสี่ยงฉุดจีดีพี 10% ในปี 2050
เมื่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จึงต้องสร้างโอกาสการแข่งขันในระยะยาว เพราะกติกาค้าโลกกำลังเปลี่ยน ยังมีความท้าทายที่ซับซ้อน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อสงคราม ตลอดจนสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหญ่ อย่างเช่น น้ำท่วมใหญ่ปี 2011 สร้างความเสียหายถึง 12.6% ของ GDP
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังประเมินว่า ภายในปี 2050 ไทยอาจสูญเสีย GDP ถึง 10% จากผลกระทบด้านสภาพอากาศ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า “ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ”
รัฐบาลใหม่ โอกาสสร้างความเชื่อมั่น
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ไทยมีการตั้งรัฐบาลใหม่ ถือเป็นโอกาสกำหนดทิศทาง สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และลดความไม่แน่นอน ยังช่วยลดต้นทุนการเงิน และดึงดูดเงินลงทุนระยะยาว นำไปสู่การออกแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ตามข้อตกลงเป้าหมายปารีส (Paris Agreement) จากการประชุมรัฐภาคี หรือ COP (Conference of the Parties) โดยมุ่งขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านการสร้างเครือข่ายการผลิต (Supply Chain) ให้เข้าถึงตลาดและสอดคล้องกับกฎค้าโลก
“ใน 30 ปีที่ผ่านมา ไทยมีความก้าวหน้าในการพัฒนา ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา และการเพิ่มรายได้ สะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในยุคต่อไป มีความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น เพราะโครงสร้างคนไทยและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ต่างส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น นำสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านสีเขียวที่เริ่มต้นแล้ว เราจะเป็นผู้นำ หรือผู้ตามในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้”
ดังนั้น ไทยกำลังก้าวสู่ทศวรรษสำคัญที่จะกำหนดชะตาประเทศ ใน 4 ปีข้างหน้านี้ จะสร้างอนาคตของไทยไปอีกหลายสิบปี
2. โครงสร้างการออกแบบโลกใหม่
ลงทุน 5.4 แสนล้านดอลลาร์ สู่เป้า Net Zero ในปี 2050
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการกำหนดนโยบายและกฎของไทย เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดความร้อนและแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยเปลี่ยนจาก “คำมั่นสัญญาจากเวทีโลก” ไปสู่ “การลงมือทำจริง” เป้าหมายคือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2035 และบรรลุคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 สอดคล้องกับ 140 ประเทศทั่วโลก ด้วยการออกกฎหมายดูแลสภาพอากาศ และการแบ่งกลุ่มธุรกิจสีเขียว (Taxonomy)
ภาคเอกชนต้องร่วมแบกรับภาระลงทุน
ในส่วนของเงินลงทุน ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่าการบรรลุ Net Zero ต้องใช้เงินราว 543,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2050 หรือราว 1.4% ของ GDP ต่อปี งบรัฐเพียงอย่างเดียวไม่พอ ดังนั้น จึงต้องกระตุ้นการลงทุนจาก “ภาคเอกชน” เข้ามาขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วย
“โลกกำลังเปลี่ยนจากการตั้งเป้าหมายด้านภูมิอากาศไปสู่การทำจริง ผ่านการวางมาตรฐาน ออกกฎ เปิดเผยข้อมูล และบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งหมดนี้คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ”
3. เร่งภาคการเงิน หนุนเปลี่ยนผ่านประเทศ
3 เสาหลักทางกฎหมายขับเคลื่อนการเงินสีเขียว
การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงต้องมี 3 เสาหลักทางกฎหมาย รัฐต้องกำหนดทิศทาง และส่งเสริมบทบาทภาคการเงินและภาคธุรกิจ โดยเร่งการเปลี่ยนผ่านทางการเงิน กระตุ้นให้ธนาคารและสถาบันการเงินจัดสรรเงินทุน เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและเร่งการเปลี่ยนผ่านจาก “นโยบาย” ไปสู่ “การบังคับใช้” ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ พ.ร.บ.โลกร้อน (Climate Change Act) กิจกรรมธุรกิจสีเขียว (Thailand Taxonomy) และกลไกความร่วมมือเชิงสถาบัน
กลไกใหม่ ลดฟอกเขียว เพิ่มความโปร่งใส
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้ง 3 ส่วนนี้จะเป็นกลไกทางกฎหมายใหม่ เช่น การสร้างระบบซื้อขายคาร์บอน (ETS) การเก็บภาษีคาร์บอน การจัดการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการดูแลกองทุนด้านสภาพอากาศ นอกจากนี้ การจัดทำ Thailand Taxonomy ยังช่วยให้เงินทุนไหลในทิศทางที่ถูกต้อง ลดการฟอกเขียว (greenwashing) เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
ปิดช่องว่างลงทุนยั่งยืน 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี
เนื่องจากภาคเอกชนในไทยคิดเป็น 75% ของการลงทุน และ 90% ของการจ้างงาน “ธนาคาร” จึงเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขคือการปิดช่องว่างด้านเงินทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ให้ได้ถึง 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี ทำได้ผ่านการขยายตลาดพันธบัตร ESG อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการใช้เครื่องมือการเงินใหม่ เช่น การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ทัน
ชู SMEs กองทัพซัพพลายเชนยั่งยืน
ในขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญคือการผลักดันผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) SMEs คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด แต่เข้าถึงสินเชื่อเพียง 20% ถือเป็นช่องว่างที่ต้องเร่งสร้างโอกาส โดยให้ธนาคารเข้ามาร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายการผลิต (Supply Chain) ให้ลดคาร์บอน ผ่านวิธีต่างๆ เช่น คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) และสินเชื่อสีน้ำเงิน (Blue Finance) เพื่อช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ และกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช้าลงให้กลับมาโตอย่างมั่นคง
4. ภารกิจเร่งด่วนขับเคลื่อนภาคธุรกิจ (Business Imperatives)
เร่งเสริมฐานราก 3 ภาคธุรกิจ เสาหลักเศรษฐกิจไทย
เพื่อรับมือวิกฤต จึงต้องขับเคลื่อนภาคธุรกิจใน 3 ภาคหลัก ได้แก่ ภาคผลิตที่ต้องลดการใช้พลังงาน ภาคเกษตรที่ต้องลดคาร์บอนจากการปลูก และภาคท่องเที่ยวที่ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมและปลูกป่าชายเลน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นงานเร่งด่วนในการรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้น
การผลิตและส่งออก หัวใจเศรษฐกิจฐานราก
“ไทยมีเศรษฐกิจแบบเปิด รายได้จากการส่งออกคิดเป็น 60% ของ GDP แต่ภาคผลิตยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ในการเร่งวางรากฐานการเติบโตจากฐานราก สร้างความแข็งแกร่งจากภายใน โดยมุ่งเน้นเสาหลักของไทยเพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน”
5. สร้างความร่วมมือ UN ขับเคลื่อนเป้าหมาย NDC
UN เชื่อมพันธมิตร ดันไทยสู่ผู้นำภูมิภาค
ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องอาศัย “ความร่วมมือ” องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ทำหน้าที่เชื่อมกับพันธมิตรและเครือข่าย ตามแผน NDC (Nationally Determined Contributions) หรือแผนลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ความเป็นผู้นำในภูมิภาค
เสริมศักยภาพ เชื่อมทรัพยากรสู่ตลาดโลก
ผ่านหลากหลายกลไก ทั้งการเพิ่มข้อมูลเพื่อออกแบบนโยบาย การพัฒนาการเงินสีเขียวและพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน ตลอดจนการเร่งลดคาร์บอนในภาคธุรกิจ และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ ยังผลักดันการทำเกษตรอัจฉริยะ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยมีเป้าหมาย “เสริมศักยภาพ” และเชื่อมโยงทรัพยากรในประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของโลก อาทิ การใช้จุดเด่นในระบบอาหารยั่งยืน











