ถอดรหัส 15 ปี ”ยูนิโคล่” ในไทย  ส่งต่อ 3 มิติ ความยั่งยืน จากพลังแห่งเสื้อผ้า 

รูป ถอดรหัส 15 ปี ”ยูนิโคล่” ในไทย  ส่งต่อ 3 มิติ ความยั่งยืน จากพลังแห่งเสื้อผ้า 

efinAI


ถอดรหัสเสื้อผ้า “ยูนิโคล่” ปักธงในไทย 15 ปี ปรับพฤติกรรมการบริโภคสังคมไทยจากฟาสต์แฟชั่น ด้วยปรัชญา พลังแห่งเสื้อผ้า (Power of Clothing) เปลี่ยนโลก 3 มิติ สังคมแบ่งปัน ร่วมขับเคลื่อนพลังแห่งความดี ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้วัสดุธรรมชาติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านช็อปซ่อมแซม รีไซเคิล

ทาดาชิ ยานาอิ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุด (CEO) ของบริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่ง (Fast Retailing) เจ้าของแบรนด์ ยูนิโคล่ (UNIQLO) เป็นลูกชายช่างเย็บผ้าผู้สืบทอดกิจการของครอบครัว ก่อนพลิกโฉมธุรกิจจากร้านตัดเสื้อผู้ชายธรรมดาๆ มาสู่อาณาจักรเสื้อผ้าระดับโลก ปัจจุบัน ยูนิโคล่ (UNIQLO) คือร้านค้าปลีกเสื้อผ้าอันดับ 1 ของเอเชีย และ ฟาสต์ รีเทลลิ่ง (Fast Retailing) เป็นผู้ค้าปลีกเสื้อผ้ารายใหญ่อันดับ 3 ของโลก

ในปี 2527 ทาดาชิ เริ่มต้นเปิดร้านขายเสื้อผ้าภายใต้แนวคิด Made for All หรือเสื้อผ้าเพื่อทุกคนได้สวมใส่ คุณภาพดี ใส่สบาย ราคาถูก มีให้เลือกหลายสี และไม่ตามเทรนด์แฟชั่น ให้ทุกเพศทุกวัย นั่นคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่วันนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนทั่วโลก

ในยุคที่ตลาดเสื้อผ้าโลกแข่งขันกันด้วยฟาสต์แฟชั่น ด่วนผลิต ด่วนขายเน้นปริมาณ ออกคอลเล็กชั่นใหม่หลายรอบ ยูนิโคล่กลับใช้ปรัชญา LifeWear เสื้อผ้าที่สวมใส่ตลอดกาล ออกแบบให้ผู้สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ตามกระแส แต่ใส่ให้ดูดีได้ทุกเทศกาลและฤดูกาล สำหรับหน้าหนาว มีตัวชูโรงด้วยนวัตกรรม ฮีทเทค

15 ปีส่งต่อความเรียบง่ายสู่สังคมไทย

UNIQLO เริ่มเปิดในไทยสาขาแรก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และได้รับความนิยมทันที จากฐานลูกค้าคนไทยที่เคยเที่ยวญี่ปุ่น จนปัจจุบัน 15 ปี ขยายไป 65 สาขาใน 25 จังหวัด รวมร้านค้าออนไลน์ พร้อมกับตั้งเป้าที่จะเติบโตตัวเลขเกิน 2 หลักทุกปีจนถึงปี 2573

มร.โยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนกลยุทธ์ธุรกิจยั่งยืนว่า บริษัทตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำด้านธุรกิจเสื้อผ้าที่ยั่งยืน โดยยูนิโคล่เข้ามาปักธงธุรกิจในประเทศไทยกว่า 15 ปี และปัจจุบันขยายเครือข่ายเป็นกว่า 60 สาขาทั่วประเทศ พร้อมมุ่งให้คนไทยเข้าถึงเสื้อผ้าคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการขับเคลื่อนความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “พลังแห่งเสื้อผ้า” (Power of Clothing) และปรัชญา LifeWear ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน สังคม และโลกให้ดีขึ้นได้

“กลยุทธ์ความยั่งยืนของ UNIQLO มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการช่วยเหลือสังคม โดยบริษัทใช้แนวคิด LifeWear เป็นพื้นฐานในการพัฒนาเสื้อผ้าที่มีคุณภาพ ใช้งานได้ยาวนาน และลดผลกระทบต่อโลก พร้อมทั้งใช้เสื้อผ้าเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม”

นอกจากนี้ ยูนิโคล่ ประเทศไทย ยังริเริ่มโครงการด้านความยั่งยืนต่างๆ ที่ตอบสนองกับสังคมไทยโดยเฉพาะ ผ่านการร่วมมือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เรายังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสานต่อโครงการและกิจกรรมด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและสังคมไทย”

3 มิติ ความยั่งยืน จากพลังแห่งเสื้อผ้า

กลยุทธ์ความยั่งยืนของยูนิโคล่ครอบคลุมทุกมิติ สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ สอดคล้องกับแนวคิด ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ประกอบด้วย

1. การสร้างเสื้อผ้าที่ดีต่อผู้คนและสังคม (Making Clothes Good for People and Society)

ยูนิโคล่มุ่งใช้เสื้อผ้าเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยดำเนินโครงการเพื่อสังคมหลายรูปแบบ ประกอบด้วย

The Heart of LifeWear โครงการที่ใช้เสื้อผ้าเป็นสื่อกลางในการช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น ผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัย และชุมชนที่ขาดแคลน โดยการสนับสนุนเสื้อผ้าที่มีคุณภาพเพื่อช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านโครงการบริจาคเสื้อผ้าให้กับชุมชนที่ขาดแคลน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม หรือสภาพอากาศหนาวในพื้นที่ภูเขา

“จุดแข็งของยูนิโคล่ก็คือ โมเดลธุรกิจถูกออกแบบให้เป็นโมเดลที่ยั่งยืน ดังนั้นแม้แต่สินค้าเพียงชิ้นเดียว ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในเรื่องของราคาและเรื่องของคุณค่า และวางสมดุลระหว่างราคาและคุณค่า ส่งมอบคุณภาพสูงสุดในระดับโลกในราคาที่เข้าถึงได้”

ในประเทศไทย ยูนิโคล่ได้ต่อยอดโครงการ The Heart of LifeWear ด้วยการนำเสื้อผ้าบริจาค เสื้อฮีทเทค รวม 15,000 ชิ้น ให้แก่มูลนิธิบ้านร่มไทรและมูลนิธิกระจกเงา เพื่อนำไปส่งต่อให้กับชุมชนหมู่บ้านภูเขาที่อยู่ห่างไกลซึ่งเผชิญกับภัยหนาวทุกปี และตั้งแต่ปี 2558 ที่เริ่มโครงการ มียอดบริจาคเสื้อผ้ามากกว่า 430,000 ชิ้น ที่ส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการ โดยในปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568–มกราคม 2569 มียอดบริจาคเสื้อผ้า 95,000 ชิ้น ทั่วประเทศ

ในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้ให้การสนับสนุนผู้คนจำนวน 4.85 ล้านคน บริจาคเสื้อผ้าจำนวน 5.94 ล้านชิ้น และยังมีโครงการเสื้อยืดการกุศล PEACE FOR ALL ให้คนมีชื่อเสียงทั่วโลกร่วมออกแบบเสื้อผ้าเพื่อการกุศล ในโครงการมีบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมโครงการแล้ว 48 คน สามารถสร้างกำไรจากการจำหน่ายเสื้อผ้า 2.8 พันล้านเยน ร่วมซื้อเสื้อยืดรวมกว่า 9.6 ล้านตัว

รายได้จาก Peace for All จะถูกนำไปสนับสนุนองค์กรด้านมนุษยธรรมและโครงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางทางสังคม ครอบคลุมทั้งการฝึกอาชีพ การพัฒนาทักษะชีวิต การส่งเสริมการศึกษา การจ้างงานผู้พิการ มีการร่วมมือกับองค์กรเพื่อสังคมดำเนินการต่อเนื่อง

“เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความท้าทายหลากหลายด้าน ยูนิโคล่ต้องการทำให้ผู้ซื้อเสื้อผ้ามีส่วนร่วมช่วยแก้ไขปัญหาในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบาง มีการร่วมมือกับพนักงาน จัดกิจกรรมเพื่อเด็กและกลุ่มคนเปราะบาง อาทิ วันเด็กที่ผ่านมา สร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ รวมทั้งหมด 105 คน ผ่านจัดงานวันเด็ก พร้อมกับนำเสื้อผ้าไปบริจาค”

2. การสร้างเสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Make Good Clothes that are Better for the Environment)

ยูนิโคล่ยังให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของธุรกิจ สังคมไทยอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านบริโภคยั่งยืนและรับผิดชอบ แต่ขณะเดียวกัน ยังมีรสนิยมเกี่ยวกับแฟชั่น (Fast Fashion) จึงต้องมีการใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจ เพราะพฤติกรรมคนไทยมีความชื่นชอบเสื้อผ้าและสนใจแฟชั่นมาก เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นอาจต้องการใส่เสื้อผ้าให้นาน จึงค่อยๆ สอดแทรกแนวคิดเสื้อผ้าที่เน้นมอบคุณค่าของเสื้อผ้าอย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องใส่ได้ยาวนานไม่ใช่แค่เพียงข้ามวัน ไปสู่การสวมใส่มากกว่า 3 ปี โดยมีการปรับปรุงวัสดุยั่งยืนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการทำราคาให้เข้าถึงได้ พร้อมกันกับการนำแนวคิดและเป้าหมายการผลิตจนถึงการจัดการของเสีย (Zero Waste Management)

“ยูนิโคล่ต้องการมอบ LifeWear เสื้อผ้าคุณภาพสูงที่สามารถสวมใส่ได้นาน โดยใช้วัสดุที่ยั่งยืนที่สุด อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในทันที จึงค่อยๆ ปรับปรุงวัสดุทีละขั้น เพื่อไม่ให้กระทบกับต้นทุน โดยที่คงระดับราคาที่ลูกค้าสามารถยอมรับได้ สินค้า Sustainable จึงต้องมาพร้อมกับราคาที่เข้าถึงได้”

ทั้งนี้ ยูนิโคล่ได้ลดการออกคอลเลกชันใหม่เร็วขึ้น โดยทำให้สินค้าอายุยาวขึ้น โดยเน้นสินค้าพื้นฐาน เช่น เสื้อยืด ชั้นใน ดีไซน์ที่เน้นใส่ได้ยาวนาน เสื้อผ้าที่มีสไตล์ แม้ผ่านไป 10 ปีก็ยังดูดี

แผน Zero Landfill และการลดของเสียจากร้านค้า

นอกจากนั้น ยังตั้งเป้าหมายลดของเสียจากสินค้า โดยมีแผน Zero Landfill หรือไม่ส่งขยะไปฝังกลบจากร้านค้าและคลังสินค้า จึงได้ดำเนินการหลายขั้นตอน เช่น ความร่วมมือกับ SCGP เพื่อรีไซเคิลกระดาษ ความร่วมมือกับ Recycle Day เพื่อจัดการขยะอย่างเป็นระบบ รวมถึงการฝึกอบรมร้านค้า ในปี 2567 ร้านที่มีระบบรีไซเคิล 32 ร้าน ปี 2568 เพิ่มเป็น 50 ร้าน เป้าหมายปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 73 ร้าน และขยายไปยังร้านค้าทั้งหมด

เป้าหมายพลังงานหมุนเวียนและการลดก๊าซเรือนกระจก

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการวางแผนการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในร้านค้าและสำนักงาน สัดส่วน 84.7% มีเป้าหมายที่จะบรรลุ 100% ภายในปีงบประมาณ 2573 อีกทั้งยังลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในซัพพลายเชน 83.3% ในปี 2562 โดยตั้งเป้าหมายลด GHG 90% ภายในปี 2030 ส่วนเป้าหมายในกลุ่มซัพพลายเชน (Scope 3) วางแผนลด GHG 30% ในปี 2030 (ปรับเป้าหมายจากเดิม 20%) จากวัตถุดิบที่นำมาผลิต 50% ภายในปี 2573

เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัตถุดิบที่นำมาผลิตเสื้อผ้าจากซัพพลายเชน ที่ทุกรายจะต้องมีวัตถุดิบยั่งยืน ตั้งแต่การลดการปล่อยก๊าซ GHG ใช้น้ำสะอาดไม่ปล่อยน้ำเสีย ลดการใช้เคมี ดูแลสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่รุกล้ำพื้นที่เกษตรและป่าไม้ การเคารพสิทธิมนุษยชน ไม่มีการใช้แรงงานผิดกฎหมาย และการเคารพต่อสัตว์

วัสดุรีไซเคิลและ Regenerative Cotton

สำหรับในปีงบประมาณ 2568 ในกลุ่มค้าปลีกเสื้อผ้า (Fast Retailing) สัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลอยู่ที่ 19.4% โดยเฉพาะรีไซเคิลโพลีเอสเตอร์ ซึ่งมีการขยายสัดส่วนถึง 46.4% ของความต้องการใช้โพลีเอสเตอร์ทั้งหมด อีกทั้งยังส่งเสริมการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การส่งเสริมการปลูกฝ้ายที่มาจากวิธีการทำการเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Cotton) ปลูกฝ้ายฟื้นฟูหน้าดินและสิ่งแวดล้อม

“วัสดุที่ยั่งยืน และได้มีการนำแนวทางการจัดหาวัตถุดิบฉบับใหม่มาใช้กับโรงงานพันธมิตร กำหนดเป้าหมายวัตถุดิบ เพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุยั่งยืน โดยเริ่มต้นจากสินค้ากลุ่มหลัก มีการพัฒนาวัตถุดิบให้กับซัพพลายเชนจาก Regenerative Cotton เช่น ปลูกด้วยวิธีการเกษตรที่ช่วยฟื้นฟูดินและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เปรียบเทียบกับฝ้ายทั่วไป ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 20%”

3. การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ด้วยเหตุนี้ ยูนิโคล่จึงให้ความสำคัญกับการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ (Upcycle) จึงวางระบบการผลิตที่ไม่ใช่เพียงแค่ขายสินค้าแล้วจบ เพราะหากทำเช่นนั้น จะไม่สามารถชนะธุรกิจโดยไม่ส่งผลกระทบกับโลก จึงพัฒนาโครงการ Upcycle ในระดับโลก ผ่านการนำเสื้อผ้ากลับมาใช้โดยการซ่อมแซมผ่านมุมซ่อมแซมเสื้อผ้า Re.UNIQLO Studio เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับเสื้อผ้า มีการตั้งจุดรับคืนเสื้อผ้าเก่าเพื่อนำไปใช้ใหม่ ซ่อมแซมเสื้อผ้า รีไซเคิลเสื้อผ้า (Reduce – Reuse – Recycle) ตั้งแต่ปี 2015 มีเสื้อผ้ามากกว่า 430,000 ชิ้นจากยูนิโคล่ทั่วโลกที่ได้รับการนำกลับมาใช้ใหม่และส่งต่อให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

“โดยในไทยช่วงเดือนมกราคมถึงธันวาคม ปี 2025 ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา บริการซ่อมแซมและรีเมกเสื้อผ้าตามที่ลูกค้าต้องการถึง 2,400 รายการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ามากกว่า 110% สะท้อนว่าลูกค้าจำนวนมากสนใจการใช้เสื้อผ้ายาวนานขึ้นผ่านบริการ”

นอกจากนี้ จะมีการขยายโครงการช่วยเหลือชุมชน ร่วมมือกับ BKK Food Bank เพื่อจัดตั้งจุดแจกเสื้อผ้าให้กับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย คนไร้บ้าน ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ประสบภัย มีแผนขยายโครงการนี้ไปยัง 50 เขตของกรุงเทพมหานครภายในปี 2030

ถอดรหัส 15 ปี ”ยูนิโคล่” ในไทย  ส่งต่อ 3 มิติ ความยั่งยืน จากพลังแห่งเสื้อผ้า