
บทความโดย บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยข้อมูลจากกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา (U.S. Department of Energy) ปี 2565 ที่พบว่า การใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV (Electric Vehicles) ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อมในระยะยาว เมื่อเทียบกับอายุการใช้งาน EV ลดการปล่อยคาร์บอนได้มากถึง 70% เมื่อเทียบกับรถยนต์ใช้น้ำมัน (Gasoline)
โดยเฉลี่ยแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าปล่อย CO₂ เพียง 2,551 ปอนด์/ปี ในขณะเดียวกัน รถยนต์ใช้น้ำมันปล่อย CO₂ สูงถึง 12,584 ปอนด์/ปี เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าไม่มีการปล่อยไอเสียจากท่อ ดังนั้นความเข้มของคาร์บอนจึงต่ำกว่ารถยนต์น้ำมันถึง 67% ตลอดอายุการใช้งาน
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้ายังคงมาจากฟอสซิล แต่ทิศทางของโลกกำลังมุ่งสู่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต
นอกจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุน เพราะช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ข้อมูลจาก U.S. Department of Energy ระบุว่า ผู้ที่เปลี่ยนมาใช้ EV สามารถประหยัดค่าน้ำมันได้มากกว่า 700 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี นั่นหมายความว่าในระยะยาว เจ้าของรถจะลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ
ยิ่งกว่านั้น EV ยังช่วยลดค่าบำรุงรักษาอีกราว 330 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมีส่วนประกอบน้อยกว่า และกลไกการขับเคลื่อนเรียบง่ายกว่า ด้วยเหตุนี้ ต้นทุนรวม (Total Cost of Ownership) จึงต่ำกว่า ในขณะเดียวกัน ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในระยะยาว
เมื่อทุกประเทศทั่วโลกตั้งเป้าหมายเดียวกันคือการบรรลุ Net Zero Emissions ภายในปี 2050 ตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) การเพิ่มสัดส่วนของ EV ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังปี 2035 เป็นต้นไป รถใหม่ที่จำหน่ายควรเป็น EV ทั้งหมด เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
ดังนั้น “EV ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือกุญแจสำคัญในการปลดล็อกอนาคตที่ยั่งยืนของโลกใบนี้”
บทวิเคราะห์เกี่ยวกับการลดคาร์บอนในการขนส่งของยานยนต์บนถนน (Decarbonizing light-duty vehicle road transport) เป็นหมุดหมายสำคัญ เป้าหมายนี้ช่วยจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 1.5°C ภายในปี 2030 โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วต้องมีสัดส่วนรถยนต์ใหม่ที่เป็น EV อย่างน้อย 75-95% และเพิ่มเป็น 97-100% ภายในปี 2035
โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ขนาดเล็ก (Light-Duty Vehicles: LDVs) ซึ่งรวมถึงรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถเชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก ทั้งนี้ กลุ่มรถเหล่านี้มีจำนวนมากที่สุดบนท้องถนน และปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูง
นี่ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์และนักลงทุนที่มองเห็นทิศทางของโลกใบใหม่ ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศที่มีศักยภาพสูง เช่น สหรัฐฯ ยุโรป จีน อินเดีย อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ และบราซิล
ทั้งหมดนี้ เพราะประเทศเหล่านี้มีศักยภาพสูงทั้งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี จึงพร้อมเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ EV มาแทนที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป
เมื่อ EV คือ “อนาคต” และ ESG คือ “แนวทางการลงทุนที่ยั่งยืน” ทั้งสองสิ่งจึงผสมผสานกันอย่างลงตัว กลายเป็นโอกาสการลงทุนที่ไม่เพียงแสวงหาผลตอบแทน แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง อันที่จริง การลงทุนนี้ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ EV ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ครอบคลุมหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) โรงงานแบตเตอรี่ ระบบชาร์จไฟฟ้า และห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม EV จึงกลายเป็นแนวคิดหลัก (Theme) ของการลงทุนระยะยาว ที่ผสานกันอย่างลงตัวระหว่าง ESG Theme และเทรนด์โลก (Mega Trend) โดยครอบคลุมตั้งแต่นิคมอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบขนส่งรถยนต์ แบตเตอรี่ อุปกรณ์ไฟฟ้า รวมไปถึงสถาบันทางการเงินที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน
ในขณะที่โลกกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นักลงทุนสามารถมีส่วนร่วมผ่านการลงทุนในกองทุนรวมในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าโดยตรง ตัวอย่างเช่น กองทุนเปิด ยูไนเต็ด แบตเตอรี่ แอนด์ อีวี เทคโนโลยี ฟันด์ (UEV) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกองทุนที่ตอบโจทย์การลงทุนในเมกะเทรนด์ EV ได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม กองทุน UEV มีระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) โดยลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ตราสารทุนต่างประเทศ กองทุนมีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์และ/หรือตราสารของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับสายการผลิตแบตเตอรี่
ทั้งนี้ ครอบคลุมถึงการทำเหมืองไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และการผลิตแบตเตอรี่ และ/หรือบริษัทที่ดำเนินการและ/หรือได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งในอนาคต ได้แก่ รถยนต์ ยานพาหนะไฟฟ้า และ/หรือเทคโนโลยีดิจิตอลที่ใช้ในการขนส่ง เช่น การขับขี่อัตโนมัติ เป็นต้น
โดยกองทุนมีนโยบายกระจายการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก และมี net exposure ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมข้างต้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน เพราะฉะนั้น กองทุน UEV จึงถือเป็นหนึ่งในกองทุนที่ตอบโจทย์การลงทุนในเมกะเทรนด์ EV
นอกจากนี้ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด ยังได้รับรางวัล Best ESG Engagement Initiative (Thailand) จาก Asia Asset Management Best of the Best Awards 2025 รางวัลนี้สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนในระดับสากล
ที่มา