| กรุงไทย ประเมินปิดช่องแคบฮอร์มุซ นาน 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค.69) ทำดีเซลพุ่งแตะ 45 บ./ลิตร ค่าไฟฟ้าขึ้นมาที่ 4.14 บ. นักท่องเที่ยวหายเฉียด 1 ล้านคน พร้อมมองกลุ่มส่งออกสินค้าอาหารไทยรับอานิสงส์ Krungthai COMPASS ในเครือธนาคารกรุงไทย ประเมินหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) จะมีข้อกังวลต่อเศรษฐกิจและธุรกิจไทยจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง เป็น 3 กรณี ดังนี้ Immediate Concerns (ในช่วงที่เหลือของ มี.ค. 69) ได้แก่ สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติก กระทบต่ออุตฯ ปลายน้ำที่จำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก และ Transport Disruption กระทบนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และกลุ่ม Long-haul (ยุโรป และสหรัฐฯ) - ทั้งนี้ ผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในการผลิตเม็ดพลาสติก คาดว่า จะชัดเจนภายในช่วงเดือน เม.ย. 69 โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลา 3 เดือน อาจมีความเสี่ยงที่จะมีการปิดโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ Ethylene และ Propylene หายไปจากระบบอย่างน้อยราว 1.2 ล้านตัน หรือราว 13.8% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของไทย - อย่างไรก็ดี ราคาแนฟทาซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 34%YoY จึงอาจกดดันให้ส่วนต่างระหว่างราคาเม็ดพลาสติกและราคาแนฟทา (Spread) เฉลี่ยในปี 2569 มีแนวโน้มแคบลงมาอยู่ที่ราว 280 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือลดลงราว -20%YoY ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิด COVID (ปี 2560-2562) ที่ราว 560 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลลบต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการขณะที่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากราคาเม็ดพลาสติกที่เพิ่มขึ้น Biggest Concerns (ต้องติดตามใกล้ชิดในช่วง เม.ย. 69) ได้แก่ ราคาน้ำมันดีเซลที่อาจเพิ่มขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 40 บาท/ลิตรใน เม.ย. 69 หากภาครัฐไม่อุดหนุนต่อ กระทบอุตสาหกรรมที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานในสัดส่วนสูง และการขาดแคลนสินค้าที่อาจรุนแรงขึ้น อาทิ Petrochem Shutdown กระทบภาคการผลิตไทย - คาดว่า ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีจะเพิ่มขึ้นจาก 32 บาท/ลิตร ในปี 2568 เป็น 35.7 บาท/ลิตรในปี 2569 โดยคาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะทยอยเพิ่มขึ้นจาก 32.1 บาท/ลิตรในช่วง มี.ค. 69 เป็น 41.0 บาท/ลิตร ในช่วง เม.ย. 69 และ 45.3 บาท/ลิตร ในช่วง พ.ค.69 ภายใต้สมมติฐานที่ว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันสำเร็จรูปราว 68,400 ล้านบาทในช่วง มี.ค.-เม.ย.69 - ความขัดแย้งในตะวันออกกลางนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งทำให้การขนส่งปิโตรเลียมจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลักของตลาดน้ำมันดิบในตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ มี.ค. 69 โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเพิ่มขึ้นแตะ 106-140 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในช่วง มี.ค.-พ.ค. 69 ก่อนที่จะทยอยลดลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือปรับตัวขึ้น 32%YoY - การขนส่งสินค้าทางทะเลในบางเส้นทาง เริ่มเห็นผลกระทบจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวขึ้นแล้ว เช่น ค่าระวางเรือจากไทยไปยังยุโรปที่มีการปรับขึ้นกว่า 24% จากช่วงก่อนความไม่สงบ เนื่องจากสายเรือส่วนใหญ่เลี่ยงแล่นผ่านทะเลแดง โดยอ้อมแหลม Good Hope ที่ใช้เวลาและเชื้อเพลิงมากขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือไทยไปยังสหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่ปรับขึ้นราว 4-7% อย่างไรก็ดี ค่าระวางเรือระหว่างไทยกับประเทศในแถบเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ยังไม่ปรับตัวมากนัก Future Concerns (ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 69 เป็นต้นไป) ได้แก่ ค่าไฟฟ้าอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นช่วง ก.ย.-ธ.ค.69 ผลของราคาตั๋วเครื่องบินที่มีโอกาสยืนสูงเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้กลุ่ม Short-haul ชะลอการเดินทางและการขาดแคลนปุ๋ยเคมี จะกระทบผลผลิตสินค้าเกษตร - คาดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะแตะ 4.14 บาท /หน่วยไฟฟ้าในงวด ก.ย.-ธ.ค. 69 หลังภาครัฐที่มีแนวโน้มที่จะตรึงค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยไว้ที่ 3.88 บาท/หน่วยไฟฟ้าในงวด ม.ค.-ส.ค. 693 ผ่านการใช้กลไกต่างๆ เพราะต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงก.ย.-ธ.ค.69 - คาดว่าในเดือน มี.ค. 69 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงราว 3.9 แสนคน คิดเป็นค่าใช้จ่ายภาคท่องเที่ยวที่หายไปราว 25,000 ล้านบาท หากสงครามยืดเยื้อราว 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงถึง 9.8 แสนคน คิดเป็นรายได้ท่องเที่ยวที่หายไปถึง 64,000 ล้านบาท - จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวมยังได้รับแรงหนุนบางส่วนจากนักท่องเที่ยว Short-haul ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น ซึ่งประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 33.7 ล้านคน ยังมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 2.4%YoY ยังมีบางธุรกิจที่อาจได้อานิสงส์จากความกังวลด้าน Food Security เช่น ข้าว ทูน่ากระป๋อง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป เมื่อไทยสามารถกลับมาส่งออกได้ ขณะที่ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลที่ได้รับประโยชน์จากการที่ค่าระวางเรือและค่า Surcharge ต่างๆ มีการปรับสูงขึ้น - ข้อมูลจาก USDA ชี้ว่า กลุ่มประเทศตะวันออกกลางสามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 37% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะปลา ข้าว และไก่ที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกและเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก แต่ประเทศในตะวันออกกลางผลิตได้เพียง 3% 25% และ 78% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด ตามลำดับ ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง โดยปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปตะวันออกกลางราว 6.8 หมื่นล้านบาท หรือราว 4.0% ของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารทั้งหมด |