สำนักข่าวบลูมเบิร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงใน ระบุว่า กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท (Thai Summit Group) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของไทย กำลังพิจารณาขายกิจการ ท่ามกลางแรงกดดันจากอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และปัญหาการสืบทอดกิจการในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ แหล่งข่าวระบุว่า วาณิชธนกิจระดับโลกหลายแห่งได้กลับมาติดต่อและนำเสนอแนวทางการขายกิจการให้กับตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง โดยประเมินมูลค่าดีลอยู่ที่ 1,500–2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 47,700 – 63,600 ล้านบาท โดยกลุ่มไทยซัมมิทยังไม่ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน ขณะที่การหารือในระยะต้นอาจไม่นำไปสู่การทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการ นอกจากจะเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แบบดั้งเดิมทั่วโลกยังประสบปัญหาการส่งต่อกิจการไปสู่ทายาท ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่พบมากขึ้นในธุรกิจครอบครัวฝั่งเอเชีย แหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารต่าง ๆ ยังได้เสนอชื่อกองทุนและบริษัทลงทุนรายใหญ่ อาทิ CVC Capital Partners, Warburg Pincus และ Blackstone ในฐานะผู้ซื้อกิจการที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่มีการติดต่ออย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งหนึ่งในวอลล์สตรีทเคยประเมินมูลค่าการขายบริษัทในปี 2567 ไว้สูงถึง 2,800 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 88,900 ล้านบาท แต่การเจรจาไม่ได้คืบหน้าไปไกลกว่าการเสนอแผน เนื่องจากความเห็นที่ไม่ตรงกันในครอบครัว แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า ปัจจุบันการแข่งขันจากยานยนต์ไฟฟ้ากำลังกดดันอัตรากำไร และมีแนวโน้มฉุดมูลค่ากิจการให้ลดลง 
ทั้งนี้ ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทที่เป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กำลังประสบปัญหาในการหาผู้สืบทอดตำแหน่งบริหาร หลังจากนายพัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งบริษัท เสียชีวิตไปเมื่อปี 2545 โดยธนาคารหลายแห่งมองว่า การได้งานเป็นที่ปรึกษาดีลนี้มีความน่าสนใจ เนื่องจากการขายกิจการของบริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก กลุ่มไทยซัมมิทมีรายได้ต่อปีมากกว่า 2,600 ล้านดอลลาร์ (82,600 ล้านบาท) และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์ (7,900 ล้านบาท) และมีพนักงานกว่า 20,000 คนทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีโรงงานในหลายประเทศ รวมถึงจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ข้อมูลล่าสุดจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ในไทยปี 2568 เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบสองปี โดยส่วนใหญ่มาจาก EV คิดเป็นสัดส่วน 45% ของยอดส่งมอบทั้งหมด ขณะที่การผลิตรถยนต์ในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 1.5 ล้านคัน ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา การยื่นข้อเสนอดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยใกล้เข้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับกระบวนการนี้ โดยสมาชิกบางส่วนของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจมีความเชื่อมโยงกับพรรคก้าวไกล ซึ่งถูกยุบพรรคไปเมื่อปี 2567 หลังจากผลักดันการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มา Bloomberg 
|