กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรียกร้องให้จีนปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจไปสู่การขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ชี้หากยังใช้รูปแบบเดิม อาจก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจของประเทศและส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น รายงานประเมินภาวะเศรษฐกิจจีนประจำปี 2025 ของ IMF ระบุว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลการเติบโตที่มีการบริโภคเป็นตัวนำควรเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด โดยโมเดลการเติบโตของจีนจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมและนโยบายเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเรียกร้องให้มีมาตรการตอบสนองที่ครอบคลุมและเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเพิ่มเติม และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง รายงานระบุว่า จีนเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมาหศาล จนกระทบประเทศคู่ค้า ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกที่ได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินหยวน ถ้อยคำบางส่วนของ IMF สอดคล้องกับคำวิจารณ์ที่สหรัฐฯ และประเทศพัฒนาย้ำมาตลอด ขณะที่คำเตือนเรื่องผลกระทบต่อประเทศอื่นยังสอดคล้องกับการประเมินของ Goldman Sachs เมื่อเดือนพ.ย. 2025 ซึ่งมองว่าศักยภาพการส่งออกที่เพิ่มขึ้นของจีนส่งผลลบต่อเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม จาง เจิ้งซิน ตัวแทนคณะกรรมการบริหารของ IMF จากจีน แย้งว่า การเติบโตในภาคการส่งออกของจีนในปี 2025 มาจากความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม รวมถึงการเร่งส่งออกล่วงหน้าเพราะนโยบายการค้าของสหรัฐฯ คณะกรรมการบริหาร IMF ยังเรียกร้องให้มีการปรับกรอบนโยบายครั้งใหญ่ ก่อนการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ซึ่งจะมีขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยจีนจะการประกาศเป้าหมายเศรษฐกิจปี 2026 IMF ระบุว่า การปรับโมเดลการเติบโตของจีนต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมและนโยบายครั้งสำคัญ พร้อมเรียกร้องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการปฏิรูปโครงสร้างที่เข้มข้นขึ้น IMF เสนอให้ใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวมากขึ้น รวมถึงการใช้งบประมาณส่วนกลางแก้ปัญหาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อสร้างไม่เสร็จ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดอสังหาฯ ที่ซบเซา ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนขยายตัวตามเป้าที่ 5% ในปี 2025 โดย IMF คาดว่าปีนี้จะชะลอลงมาอยู่ที่ 4.5% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคาดว่าจีนจะตั้งเป้าเติบโตปี 2026 ไว้ที่ 4.5–5% 
ย้ำความไม่สมดุล รายงานประจำปีของ IMF ใช้คำว่า “ความไม่สมดุลภายนอก” (External imbalances) มากกว่า 10 ครั้ง เทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งไม่ปรากฏคำนี้ โดยประเมินว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนในปี 2025 อยู่ที่ 3.3% ของ GDP สูงกว่าที่คาดไว้เมื่อปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ 1.5% ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า จีนอาจเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแตะ 3.7% ของ GDP เนื่องจากมูลค่าเกินดุลการค้าสินค้าส่งออก สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ Goldman Sachs คาดว่า จีนอาจเกินดุลเกือบ 1% ของ GDP โลกภายใน 3 ปี ซึ่งอาจทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ IMF คาดว่า การเกินดุลจะลดลงเหลือ 2.2% ของ GDP ในปี 2030 แต่ยังสูงกว่าระดับปกติ ที่ประเมินไว้ราว 0.9% นอกจากนี้ ยังประเมินว่า เงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าพื้นฐานราว 16% โดยกรอบการประเมินอยู่ระหว่าง 12.1- 20.7% โดย IMF ได้เรียกร้องให้จีนเพิ่มความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ฝ่ายจีนยืนยันว่าดำเนินนโยบายค่าเงินอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอ โดยอาศัยกลไกตลาดเป็นสำคัญ IMF ยังประเมินว่า มาตรการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของรัฐบาลจีนมีต้นทุนทางการคลังราว 4% ของ GDP ในปี 2023 เทียบกับเงินอุดหนุนของสหภาพยุโรปในปี 2022 ที่ราว 1.5% พร้อมเสนอให้ลดมาตรการที่ไม่จำเป็นลง 2% ของ GDP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระยะกลาง รวมถึงลดการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาดและลดภาระการคลัง ที่มา Bloomberg 
|