กกร. หวั่นจีดีพีปี 69 ต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี และต่ำสุดในภูมิภาค หวั่นเงินบาทแข็งกว่าคู่แข่ง กดดันส่งออกซ้ำ ด้านปัญหาภูมิรัฐศาสตร์สหรัฐฯ - เวเนซุเอลา ต้องติดตาม มองกระทบภาพรวม Suply chain ส่วนการเมืองไทยหวังได้รัฐบาลใหม่ที่ไม่มีคอร์รัปชัน
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยในงาน แถลงข่าว กกร. ประจำเดือน ม.ค. 69 เศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยคาดกรอบจีดีพีไว้ที่ โต 1.6% ถึง 2.0%
ด้านส่งออกปี 69 คาด -1.5% ถึง - 0.5% และเงินเฟ้อคาด 0.2% ถึง 0.7% ซึ่งยังเป็นการคาดการณ์เดิมจากรอบประชุมกกร.เดือนธ.ค. 68 เนื่องจากยังเป็นช่วงต้นปี และต้องติดตามปัจจัยที่จะเกิดขึ้นระหว่างปีต่อเนื่อง ทั้งนี้หากไม่รวมช่วงวิกฤติ และความท้าทายรอบด้าน คาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม ด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง กอปรกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า
ทั้งนี้กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า 8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับสองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท
โดยนายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาทแข็งค่ากดดันภาคส่งออก ซึ่งต้องยอมรับว่าทั่วโลกเผชิญภาวะเงินดอลลาร์อ่อน แต่สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการอย่างไรให้เงินบาทแข็งค่าไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งผู้ประกอบการจะมีภาระด้านภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยที่เสริมเงินบาทแข็งค่า คือการซื้อขายทองคำและการซื้อขาย Digital Asset ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างดำเนินการของผู้กำกับดูแลที่ต้องติดตาม
สำหรับกลุ่ม กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ
ด้านความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง
"เวเนซุเอลาหากคิดมูลค่าการค้ากับไทยทั้งส่งออก-นำเข้า ประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี ซึ่งถือว่าน้อย แต่สิ่งที่น่ากังวลคืออาจกระทบด้าน Suply chain พลังงาน ต้องดูฝั่งมหาอำนาจอย่างจีนที่ลงทุนในเวเนซุเอลาค่อนข้างมากว่าจะทำอย่างไร ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวยังเป็นอย่างไรต่อต้องติดตาม " ดร.พจน์กล่าว
ส่วนกรณีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบโดยตรงคงไม่มาก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือประเทศมหาอำนาจใช้พลานุภาพของตนเอง โดยเฉพาะความสามารถด้านเทคโนโลยีด้านทหาร เพื่อชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งตลาดต้องจับตาว่าขั้วมหาอำนาจอื่นจะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกหรือไม่ ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์โลก ด้านไทยต้องติดตามและปรับเปลี่ยนให้ทันกับสถานการณ์โลก
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตามหลักจากนี้ให้ติดตามสถานการณ์ทิศทางราคาน้ำมัน เนื่องจากหากพิจารณานโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ จะดำเนินการกดราคาน้ำมันไม่ให้เกิน 60 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งหากสหรัฐฯ เข้าไปควบคุมสถานการณ์น้ำมันในเวเนซุเอลาและสามารถนำน้ำมันสำรองออกมาในตลาด ด้านราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจไม่ได้รับผลกระทบในระยะยาว และส่งผลดีในแง่มีสเถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ให้ติดตามจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ในเวเนซุเอลา คิดเป็นมูลค่าการค้าประมาณ 60,000 ล้านเหรียญ/ปี ว่าจะตอบโต้อย่างไร

นอกจากนี้ กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ซึ่ง กกร. ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ทั้งนี้กกร. เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆจากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด
โดย กกร. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยของ กกร. เพื่อประสานงานและร่วมเตรียมการกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026””ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ
สำหรับแนวทางรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา กลุ่มกกร. มีนโยบายที่อยากเน้นคือต้องไม่มีคอร์รัปชัน ซึ่งไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลอยากให้ฟังเสียงภาคเอกชนร่วมด้วย เพราะเป็นอีกหน่วยงานที่ช่วยขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจไทยเช่นกัน

|