*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 66.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 4 เซนต์ หรือ 0.06% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 71.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 10 เซนต์ หรือ 0.14% ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงท้ายการซื้อขายในวันศุกร์ (20 ก.พ.) จากแรงซื้อเพื่อปิดสถานะขายชอร์ต ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจเปิดปฏิบัติการทางทหาร เพื่อกดดันให้อิหร่านระงับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ *** ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. 2025 เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 2.8% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนพ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนีเพิ่มขึ้น 0.4% สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จาก 0.2% ในเดือนพ.ย. ดัชนี Core PCE ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จาก 2.8% ในเดือนพ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน เพิ่มขึ้น 0.4% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย. สูงกว่าผลสำรวจที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% *** สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานตัวเลขประมาณการเบื้องต้นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 4/2025 ขยายตัวเพียง 1.4% ในอัตรารายปี ต่ำกว่าผลสำรวจคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.0% และชะลอลงอย่างชัดเจนจากไตรมาส 3 ที่เติบโตสูงถึง 4.4% ส่วนทั้งปี 2025 เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัว 2.2% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบ 5 ปี หลังจาก ขยายตัว 2.8% ในปี 2024 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี รวมถึงผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ตลาดใช้ประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในระยะต่อไป *** สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “The Will Cain Show” ทาง Fox News เมื่อวันศุกร์ว่า แสดงความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2026 จะขยายตัวได้อย่างน้อย 3.5% เบสเซนต์ระบุว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ที่ขยายตัวเพียง 1.4% นั้น ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่าได้รับผลกระทบจากการปิดทำการหน่วยงานรัฐบาล รวมถึงการบันทึกตัดจำหน่ายขาดทุนของบริษัทรถยนต์สหรัฐฯ ในระดับที่สูง พร้อมทั้งประเมินว่า หากไม่มีปัจจัยดังกล่าว อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจสูงกว่าที่รายงานประมาณ 1–2 จุดเปอร์เซ็นต์ *** บัดร์ อัล บูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน เผยว่า การเจรจารอบถัดไประหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศดังกล่าวมีขึ้นไม่นานหลังจากอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์ว่าคาดว่าจะพบกับสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐ ในช่วงเวลาดังกล่าว 
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า จะปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จาก 10% เป็น 15% สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต หลังจากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยยกเลิกภาษีที่ประกาศเมื่อปีที่แล้ว ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังทรัมป์เพิ่งประกาศใช้อัตราภาษี 10% แบบครอบคลุมทุกประเทศเมื่อวันศุกร์ ภายหลังคำตัดสินของศาล โดยศาลวินิจฉัยว่า ประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ในการกำหนดอัตราภาษีในระดับสูงหลายรายการภายใต้กฎหมายว่าด้วยภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หรือกฎหมาย IEEPA ปี 1977 ส่งผลให้มาตรการดังกล่าวถูกเพิกถอน และนำไปสู่การออกมาตรการภาษีฉบับใหม่ในอัตรา 15% ดังกล่าว *** เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) จะไม่ส่งผลให้ข้อตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ เจรจากับประเทศคู่ค้าต้องล่มลง พร้อมปกป้องแนวทางนโยบายการค้าที่แข็งกร้าวของรัฐบาล เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “Face the Nation” ทาง CBS เมื่อวันอาทิตย์ว่า ข้อตกลงที่ทำไว้กับคู่ค้า รวมถึงจีน, สหภาพยุโรป (EU), ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ยังคงมีผลบังคับใช้ และควรแยกออกจากมาตรการจัดเก็บภาษีทั่วโลก 15% ที่ทรัมป์ประกาศเมื่อวันเสาร์ ก่อนหน้านั้น หัวหน้าฝ่ายการค้าของยุโรประบุว่า จะเสนอให้ชะลอกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐ จนกว่ารัฐบาลทรัมป์จะชี้แจงท่าทีที่ชัดเจน ขณะที่อินเดียให้เหตุผลเดียวกันในการเลื่อนการหารือกับสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ *** ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ยังต้องจ่ายภาษีต่อไป แม้ศาลฎีกาจะมีคำตัดสินภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนถึงขณะนี้ หน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ ยังไม่ได้ปรับปรุงระบบ Cargo System Management Service เพื่อยกเลิกการจัดเก็บภาษีที่ทรัมป์กำหนดภายใต้กฎหมาย IEEPA ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์โลจิสติกส์ Vizion ระบุว่า มีตู้คอนเทนเนอร์ราว 211,000 ตู้ คิดเป็นมูลค่าสินค้าประมาณ 8,200 ล้านดอลลาร์ ที่เดินทางถึงท่าเรือสหรัฐฯ ในช่วงวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ท่านมา และยังคงอยู่ภายใต้การจัดเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA *** นักวิเคราะห์จากศูนย์อเมริกันศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น มองว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการเจรจากับสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีกำหนดเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในวันที่ 31 มี.ค. ซึ่งจะเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2017 หลังศาลฎีกาตัดสินให้มาตรการขึ้นภาษีทั่วโลกของทรัมป์ เป็นโมฆะ ส่งผลให้มาตรการภาษีที่บังคับใช้กับจีนลงมาอยู่ที่ 15% เท่ากับพันธมิตรของสหรัฐฯ ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีอายุ 150 วัน *** เงินเยนของญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง โดยความแข็งแกร่งโดยรวมของค่าเงินเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 53 ปีเมื่อเดือนที่ผ่านมา เหลือเพียงประมาณหนึ่งในสามของระดับสูงสุดที่ทำไว้ในปี 1995 สะท้อนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอยาวนานของญี่ปุ่นต่อกำลังซื้อของสกุลเงิน ข้อมูลจาก Bank for International Settlements ระบุว่า ดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงแบบถ่วงน้ำหนักตามการค้า ของเยน ณ เดือนม.ค. อยู่ที่ 67.73 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ญี่ปุ่นเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวในปี 1973 ดัชนีดังกล่าวสะท้อนความแข็งแกร่งของเยนเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก และบ่งชี้กำลังซื้อของญี่ปุ่นในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเมื่อดัชนีลดลง กำลังซื้อจะลดลงตามไปด้วย *** ตลาดหุ้นจีนยังคงได้รับแรงหนุนจากกระแสลงทุนในด้าน AI ซึ่งสวนทางกับสหรัฐฯ ซึ่งถูกกดดันจากกระแส “AI scare trade” นำไปสู่แรงเทขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริษัทบริหารความมั่งคั่ง ท่ามกลางความกังวลว่าความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจบั่นทอนโมเดลธุรกิจดั้งเดิม ส่วนในจีนนั้น นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกมากกว่า และยังโฟกัสลงทุนในบริษัทที่คาดว่าจะเป็น “ผู้ชนะ” จากกระแส AI จากศักยภาพการเติบโตและความสามารถในการลดต้นทุนให้ผู้ใช้งานปลายทาง หลังเปิดตัวโมเดล AI ใหม่ หรืออัปเกรดโมเดลเดิม สะท้อนผ่านราคาหุ้น MiniMax Group และ Zhipu (Knowledge Atlas Technology) ที่พุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าในเดือนก.พ. แรงหนุนยังมาจากคำแนะนำของสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Morgan Stanley ที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น ขณะที่หุ้นที่เป็น Pure AI plays ดึงดูดเม็ดเงินไหลออกจากกลุ่มอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่แบบดั้งเดิม *** ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอาทิตย์ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านถึงความเหมาะสม โดยแต่งตั้งเดวิด อามีเอล ที่กำกับดูแลด้านกิจการพลเรือน มารับตำแหน่งดูแลรัฐมนตรีด้านงบประมาณ แทนเอมีลี เดอ มงต์ชาแลง ซึ่งถูกโยกไปดำรงตำแหน่งประธานผู้ตรวจเงินแผ่นดินของฝรั่งเศส ซึ่งฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า การแต่งตั้งมงต์ชาแลงอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีหน้าที่ตรวจสอบแผนการคลังและงบประมาณที่เธอเป็นผู้จัดทำไว้ในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี *** ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สาม โดยพุ่งขึ้น 1.7% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ โดยกลุ่มเทคโนโลยีนำตลาด ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกเปิดแดนบวกเช้านี้ แม้เผชิญความไม่แน่นอนด้านการค้า หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% หลังศาลฎีกามีคำสั่งวินิจัฉัยให้มาตรการภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA เป็นโมฆะ แรงหนุนหลักมาจากหุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี โดยหุ้น SK Hynix และ Samsung Electronics ต่างปรับขึ้นมากกว่า 3% สะท้อนแรงซื้อในกลุ่มเทคโนโลยีและชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง *** นักลงทุนต่างชาติเร่งเข้าซื้อหุ้นในภูมิภาคลาตินอเมริกาในอัตราเร็วที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายประเทศทำจุดสูงสุดในรอบหลายปี แรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ช่วยหนุนดัชนี MSCI Emerging Markets Latin America Index ขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 ปี และปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ตั้งแต่ต้นปี 2026 การปรับขึ้นดังกล่าวถือเป็นการเปิดปีที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 สะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคนี้ 
|