TTB เผยปี 69 เศรษฐกิจขาดแรงส่ง แนะรัฐบาลชุดใหม่สานต่อ Reinvent Thailand หวังปลดล็อคประเทศ สร้างหัวรถจักรเศรษฐกิจใหม่ พร้อมยกขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่วนภาคธนาคารเน้นประคองตัว - ลดความเสี่ยง นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า เศรษฐกิจปี 2569 ยังไม่มีปัจจัยหนุน หรือ แรงส่ง ที่จะทำให้กลับมาเติบโตได้ โดยที่ผ่านมาได้สะท้อนมุมมองมาโดยตลอดว่า ประเทศไทยต้องทำอยู่ 3 เรื่อง คือ กระตุ้น ซ่อม สร้าง แต่ตอนนี้ประเทศไทยทำอยู่อย่างเดียว คือ กระตุ้น และ เป็นการกระตุ้นจากการแจก ซึ่งถ้ายังไม่ได้สร้างก็จะลงไปเรื่อยๆ แล้วถ้าเงินหมดจากการกระตุ้นการซ่อมกับสร้างระบบเศรษฐกิจไทยจะกลายเป็นชราภาพ โดยการที่ใช้รูปแบบธุรกิจเดิมหวังว่าให้จีดีพีจะกลับมาโตได้เหมือนเดิมคงเป็นไปได้ยาก ซึ่งประเทศไทยจะมีภาษาเรียกที่ว่า การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ แต่ศักยภาพเหล่านั้นต่างหากที่ลดลงเรื่อยๆ โดยเศรษฐกิจรูปแบบเก่าที่ทำให้เติบโตมาได้เป็นระบบหัวรถจักรเดิม ซึ่งอยากเห็นเศรษฐกิจที่มีหัวรถจักรที่ช่วยขับเคลื่อนด้วยการพ่วงหลายโบกี้ โดยธุรกิจขนาดใหญ่ลากธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กให้เติบโตไปด้วยกัน และ ลากเศรษฐกิจในประเทศให้สามารถเพิ่มมูลค่าได้ ซึ่งระบบสุดท้าย คือ คนในประเทศให้สามารถมีการจ้างงานที่มีรายได้ที่ดี ทั้งนี้หาก ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นภาพได้ชัดเจน คือ ธุรกิจยานยนต์จากญี่ปุ่นที่เข้ามาแล้วก็มี supply chain มีอุปกรณ์ทำชิ้นส่วนเกี่ยวโยงกับวัตถุดิบต่างๆ คือ ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก โดยมาจากโรงกลั่นที่ผลิตเม็ดพลาสติกมาเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งชิ้นส่วนต่างๆ สามารถสร้างเศรษฐกิจมหาศาลจากเม็ดพลาสติก แต่ปัจจุบันรูปแบบดังกล่าว แผ่วไปเรื่อยๆ เพราะว่ารถที่สร้างในประเทศสู้รถนำเข้าจากประเทศจีนไม่ได้ ดังนั้นเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ถ้าไทยไม่สามารถสร้างหัวรถจักรเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ๆ ที่มีหัวรถจักรที่คอยช่วยลากบริษัทขนาดกลางขนาดเล็ก ช่วยลากเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบในประเทศ และ การเพิ่มมูลค่าให้กับคนไทยได้ แต่เรากลับตื่นเต้นกับรถจีนที่มาจากจีน หัวรถจักรจีน หรือ ซัพพลายเออร์ที่มาจากจีนทั้งหมด วัตถุดิบมาจากจีนด้วยหรือไม่ เผลอๆแรงงานก็มาจากจีนด้วยหรือไม่ รูปแบบนี้อาจจะก่อให้เกิดรายได้ และ ภาษีการจ้างงานบ้าง แต่รูปแบบเศรษฐกิจดังกล่าวไม่น่าจะช่วยฉุดกระชากให้เศรษฐกิจไทยกลับมามีศักยภาพที่สูงขึ้นได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ยกศักยภาพของประเทศขึ้นมา คงยากที่เราจะแข่งกับเวียดนาม หรือ ประเทศไหนๆ ด้วยสถานการณ์ของตัวเองที่ยังถดถอย 
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของธนาคารปี 2569 ยังเป็นปีของการประคองธุรกิจและลูกค้า โดยปัญหานี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งการกระตุ้นซ้ำซาก โดยเฉพาะเรื่องการแจกเงินเป็นการการกระตุ้นที่มาด้วยภาระทางการคลัง ในขณะที่ธนาคารอยู่ในหมวดกระตุ้น เนื่องจากไม่ใช่ real sector ทั้งลดดอกเบี้ย ช่วยยืดหนี้ ช่วยใส่สภาพคล่อง ช่วยแต่ไม่ได้ซ่อมหรือสร้าง ถ้าหัวรถจักรเศรษฐกิจไม่มีศักยภาพมาที่ธนาคารในที่สุดก็ศูนย์หมด ยกตัวอย่าง เรื่องดอกเบี้ยที่ต่ำนี้เป็นเหมือนดาบสองคม คนไทยจำนวนมากอยู่ในวัยเกษียณ ซึ่งอยู่ได้ด้วยดอกเบี้ยเงินฝาก ถ้าลดดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ถามว่าคนที่มีเงินออมดอกเบี้ยไม่พออย่างนี้จะช่วยยังไง ดังนั้น การลดดอกเบี้ยคนที่เสียงดัง คือ ภาคธุรกิจ เพราะมองว่าดอกเบี้ย คือ ต้นทุนทั้งหมด แต่คนที่ไม่มีเสียง คือ ผู้สูงอายุที่อาศัยเงินออม โดยเมื่อเงินออมมีดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหุ้นกู้ ซึ่งหุ้นกู้มีความเสี่ยงสูงในเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ โดยประเทศไทยกำลังสร้างปัญหาอีกด้านให้กับสังคม เนื่องจากการลดดอกเบี้ยไปกระทบกับเงินออม โดยที่ผ่านมาภาคธนาคาร รวมไปถึงทาง กกร. สภาพัฒน์ ธปท. ได้ร่วมมือกันจัดทำ Reinvent Thailand ที่เน้น 3 แกนที่ต้องคิดใหม่ผ่าน แกนประชาชน แกนเศรษฐกิจ และ แกนภาครัฐ ซึ่งแกนประชาชนทำเรื่องหลักๆ คือ เรื่องของหนี้ครัวเรือนที่ยังแก้ไม่ได้ อย่างหนี้กยศ.อยู่ที่กระทรวงการคลัง หนี้สหกรณ์อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยทางเครดิตบูโรเห็นข้อมูลหรือไม่ และ จะแก้ไขอย่างไร ซึ่งภาคประชาชนเรื่องหนี้ครัวเรือนต้องแก้ไขอย่างจริงจัง ตลอดจนเรื่องทักษะการอัพสกิลคนไทย เนื่องจากทักษะของคนไทยแข่งกับคนอื่นไม่ได้ และ เรื่องสวัสดิการในรูปแบบของความยั่งยืน "สิ่งที่อยากเห็นในรัฐบาลชุดใหม่ คือ การเปลี่ยนแบบก่อสร้างที่มีอยู่ เพราะแบบก่อสร้างนั้นทำให้ประชาชนดีขึ้นหรือไหม ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเราพูดไปแล้วว่าต้องการหัวรถจักรแบบใหม่ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และ made in thailand เราต้องปกป้องสินค้าไทย และ ต้องเป็นสินค้าไทยแท้ ที่ไม่ใช่สินค้าไทยเทียม และ ต้องเป็นสินค้าที่ผลิตอย่างยั่งยืน"นายปิติ กล่าว ส่วนสุดท้าย คือ เรื่องของภาครัฐ โดยเห็นว่างบประมาณของภาครัฐหมดไปกลับค่าจ้างข้าราชการเกษียณ ซึ่งทำอะไรไม่ได้ การที่จะไปดึงสวัสดิการของข้าราชการเกษียณเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ควรจะเลือก คือ รัฐเลิกทำอะไรเอง วันนี้บัตรประชาชนทำได้เร็วมาก พาสปอร์ตทำได้เร็วมาก ใบขับขี่ทำได้เร็วมาก ไม่มีอะไรที่รัฐทำเอง ดังนั้น การลงทุนที่ดีที่สุด คือ การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยให้ outsource หรือ ให้เอกชนทำ ซึ่งทำให้การลงทุนนั้นมีการเพิ่มประสิทธิภาพ และ เกิดการลงทุนที่ทำให้เกิดการใช้จ่ายของภาครัฐในระยะยาว นอกจากนี้ จะลดจำนวนค่าราชการในอนาคตได้จริง และ เพิ่มประสิทธิภาพให้เอกชน โดยจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐไปพร้อมๆกัน อันนี้ถึงจะเรียกว่า Reinvent Thailand สำหรับมุมมองของนักลงทุนต่อภาวะเศรษฐกิจนั้น นายปิติ กล่าว่า ระบบธนาคารมีความเสถียรอยู่แล้ว และ ธนาคารพยายามลดความเสี่ยงตัวเอง โดยไม่ทำอะไรที่มีความเสี่ยง หรือ ทำให้มีความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ สินเชื่อไม่เติบโต ถามว่าตอนนี้แต่ละคนมีใครคิดจะซื้อบ้านใหม่หรือไม่ ทุกคนมีสติ คือ เก็บคองอเข่า คนที่ยังพอกู้ได้ก็เก็บเงินไว้ดีกว่า คนปล่อยกู้ก็คิดว่าเสี่ยงก็ไม่อยากทำ เศรษฐกิจก็หดตัวแบบนี้ ความมั่นใจไม่ได้มาจากธนาคาร แต่มาจากเศรษฐกิจและประชาชนที่อยู่ปลายทาง ธนาคารมีเงินฝากก็ต้อง play save ลูกค้าดีเองก็ play safe ถ้าเป็นแบบนี้แล้วใครจะต้องเป็นคนสร้างความมั่นใจ คำตอบ คือ ต้องมาจากภาครัฐ 
|