ราคาน้ำมันดิบพุ่ง 3% แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนในวันพฤหัสบดี (29 ม.ค.) จากความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าอุปทานน้ำมันโลกอาจชะงัก หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มโอเปก สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 65.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.21 ดอลลาร์ หรือ 3.5% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 70.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.31 ดอลลาร์ หรือ 3.4% การปรับขึ้นดังกล่าวส่งผลให้น้ำมันดิบทั้งสองเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไปทางเทคนิค โดยราคาน้ำมันเบรนท์ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. ขณะที่ WTI ปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2025 แหล่งข่าวหลายรายเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาทางเลือกในการดำเนินการต่ออิหร่าน ซึ่งรวมถึงการโจมตีแบบเจาะจงต่อกองกำลังความมั่นคงและกลุ่มผู้นำเพื่อให้เกิดการประท้วง ขณะที่แหล่งข่าวสหรัฐฯ สองรายระบุว่า ทรัมป์ต้องการสร้างเงื่อนไขเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน หลังมีการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงเมื่อต้นเดือนนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ด้านเจ้าหน้าที่อิสราเอลและชาติอาหรับจะระบุว่า การใช้กำลังทางอากาศเพียงอย่างเดียวไม่อาจโค่นล้มผู้นำศาสนาของอิหร่านได้ ขณะที่กองกำลังความมั่นคงนอกเครื่องแบบของอิหร่านได้ควบคุมตัวประชาชนหลายพันคนในปฏิบัติการจับกุมและข่มขู่ครั้งใหญ่ เพื่อสกัดการประท้วงเพิ่มเติม ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ในปี 2025 อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโอเปก รองจากซาอุดีอาระเบียและอิรัก ฟากรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EU) มีมติเห็นชอบมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่ออิหร่านในวันพฤหัสบดี โดยมุ่งเป้าไปที่บุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ยังขึ้นบัญชีดำกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เป็นองค์กรก่อการร้าย นอกจากนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังทรงตัวใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2022 เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงช่วยหนุนราคาน้ำมัน เนื่องจากทำให้น้ำมันที่ซื้อขายเป็นดอลลาร์มีราคาถูกลงสำหรับผู้ซื้อในต่างประเทศ ที่มา Reuters 
|