โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ เตรียมระงับการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพจาก 75 ประเทศ ภายใต้มาตรการปราบปรามผู้อพยพของรัฐบาลวอชิงตัน หวั่นเป็นภาระด้านสวัสดิการของรัฐ การระงับดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. และจะกระทบต่อผู้ยื่นขอวีซ่าที่มาจากลาตินอเมริกา เช่น บราซิล โคลอมเบีย และอุรุกวัย ประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน เช่น บอสเนียและแอลเบเนีย รวมถึงประเทศในเอเชียใต้ เช่น ปากีสถานและบังกลาเทศ ตลอดจนหลายประเทศในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และแคริบเบียน ทอมมี พิกก็อตต์ รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า “กระทรวงฯ จะใช้อำนาจที่มีมาอย่างยาวนานในการพิจารณาว่า ผู้อพยพที่อาจกลายเป็นภาระต่อรัฐ และเข้ามาใช้ประโยชน์จากความเอื้อเฟื้อของประชาชนชาวอเมริกันนั้น เป็นผู้ไม่มีสิทธิ์ขอวีซ่า โดยการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพจาก 75 ประเทศจะถูกระงับชั่วคราว ระหว่างที่กระทรวงการต่างประเทศทบทวนกระบวนการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการเข้าประเทศของชาวต่างชาติที่อาจเข้ามาใช้สวัสดิการและผลประโยชน์ของรัฐ” สำนักข่าว Fox News รายงานประเด็นนี้เป็นสื่อแรก โดยจะไม่กระทบต่อวีซ่าท่องเที่ยวของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากสหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2026 และโอลิมปิกปี 2028 การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นภายหลังคำสั่งเมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งขอให้เจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯ ตรวจสอบให้มั่นใจว่า ผู้ยื่นขอวีซ่าสามารถพึ่งพาตนเองด้านการเงินได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาลระหว่างที่พำนักในสหรัฐ ตามเอกสารภายในของกระทรวงการต่างประเทศที่รอยเตอร์สอ้างถึง 
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินการปราบปรามผู้อพยพอย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนม.ค. โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการอพยพอย่างแข็งกร้าว โดยส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางไปยังเมืองใหญ่ต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การเผชิญหน้าอย่างรุนแรงทั้งกับผู้อพยพและพลเมืองชาวอเมริกัน แม้ในช่วงหาเสียง ทรัมป์จะมุ่งสกัดกั้นการอพยพผิดกฎหมายเข้าสหรัฐฯ แต่รัฐบาลยังทำให้การอพยพโดยถูกกฎหมายยากขึ้นด้วย เช่น การกำหนดค่าธรรมเนียมใหม่ที่สูงขึ้นสำหรับผู้สมัครวีซ่า H-1B ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับแรงงานที่มีทักษะสูง ด้านเดวิด เบียร์ (David Bier) ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษานโยบายผู้อพยพ ของสถาบัน Cato และประธานสถาบัน Selz Foundation กล่าวว่า “การดำเนินการครั้งนี้เท่ากับเป็นการปิดกั้นผู้อพยพโดยถูกกฎหมายเกือบครึ่งหนึ่งที่จะเข้าสหรัฐ ส่งผลให้มีการปฏิเสธผู้อพยพถูกกฎหมายราว 315,000 คนในปีหน้าเพียงปีเดียว” กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ได้เพิกถอนวีซ่ามากกว่า 100,000 ฉบับ นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง โดยรัฐบาลยังใช้นโยบายเข้มงวดมากขึ้นในการอนุมัติวีซ่า รวมถึงมีการตรวจสอบโซเชียลมีเดียอย่างละเอียดขึ้น และขยายมาตรการคัดกรอง ทรัมป์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนหลังชนะการเลือกตั้งว่าจำเป็นต้องมีท่าทีแข็งกร้าวต่อการอพยพ หลังจากที่สหรัฐเผชิญระดับการอพยพผิดกฎหมายสูงเป็นเวลาหลายปีในยุคของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต โดยในเดือนพ.ย. ทรัมป์เคยให้คำมั่นว่าจะระงับการอพยพจากประเทศโลกที่สามทั้งหมดอย่างถาวร ภายหลังเกิดเหตุชาวอัฟกันก่อเหตุยิงใกล้ทำเนียบขาว ส่งผลให้สมาชิกกองกำลังพิทักษ์ชาติสหรัฐฯ เสียชีวิตหนึ่งนาย สำหรับรายชื่อประเทศที่ถูกระงับวีซ่าผู้อพยพรอบนี้ ประกอบด้วยอัฟกานิสถาน, แอลเบเนีย, แอลจีเรีย, แอนติกาและบาร์บูดา, อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, บาฮามาส, บังกลาเทศ, บาร์เบโดส, เบลารุส, เบลีซ, ภูฏาน, บอสเนีย, บราซิล, เมียนมา, กัมพูชา, แคเมอรูน, เคปเวิร์ด, โคลอมเบีย, คองโก, คิวบา, โดมินิกา, อียิปต์, เอริเทรีย, เอธิโอเปีย, ฟิจิ, แกมเบีย, จอร์เจีย, กานา, เกรเนดา, กัวเตมาลา, กินี, เฮติ, อิหร่าน, อิรัก, ไอวอรีโคสต์, จาเมกา, จอร์แดน, คาซัคสถาน, โคโซโว, คูเวต, คีร์กีซสถาน, ลาว, เลบานอน, ไลบีเรีย, ลิเบีย, มาซิโดเนีย, มอลโดวา, มองโกเลีย, มอนเตเนโกร, โมร็อกโก, เนปาล, นิการากัว, ไนจีเรีย, ปากีสถาน, สาธารณรัฐคองโก, รัสเซีย, รวันดา, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์ลูเซีย, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์, เซเนกัล, เซียร์ราลีโอน, โซมาเลีย, ซูดานใต้, ซูดาน, ซีเรีย, แทนซาเนีย, ไทย, โตโก, ตูนิเซีย, ยูกันดา, อุรุกวัย, อุซเบกิสถาน และเยเมน ที่มา Reuters 
|