ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันพุธ (21 ม.ค.) โดยดาวโจนส์ปรับเพิ่มขึ้น 588.64 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ทำสถิติปรับขึ้นรายวันแรงที่สุดในรอบ 2 เดือน หลังนักลงทุนได้รับแรงหนุนจากข่าวการบรรลุกรอบข้อตกลงเกี่ยวกับกรีนแลนด์ และความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะไม่เดินหน้าจัดเก็บภาษีศุลกากรใหม่ต่อพันธมิตรในยุโรป ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 49,077.23 จุด เพิ่มขึ้น 588.64 จุด หรือ 1.21% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,875.62 จุด เพิ่มขึ้น 78.76 จุด หรือ 1.16% และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,224.83 จุด เพิ่มขึ้น 270.50 จุด หรือ 1.18% ดัชนีดาวโจนส์และแนสแดคปรับขึ้นแรงที่สุดในเชิงเปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. และ 19 ธ.ค. ตามลำดับ ซึ่งสวนทางอย่างชัดเจนกับแรงเทขายในวันก่อนหน้า ซึ่งดัชนีหลักทั้งสามทำผลงานรายวันย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. ซึ่งตอกย้ำการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มักใช้การขู่เก็บภาษีเป็นเครื่องมือเพื่อผลักดันวาระของตนเอง ก่อนจะลดท่าทีลงเมื่อสามารถประกาศชัยชนะด้านนโยบายได้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า สหรัฐฯ ได้จัดทำกรอบข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับกรีนแลนด์ และรวมถึงภูมิภาคอาร์กติกทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าจะไม่บังคับใช้ภาษีศุลกากร ที่เดิมจะมีผลในวันที่ 1 ก.พ. หลังการประกาศดังกล่าว ราคาหุ้นในวอลล์สตรีทพุ่งแรงขึ้นทันที เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลต่อความเสี่ยงของสงครามการค้ารอบใหม่ ที่อาจปะทุจากประเด็นกรีนแลนด์ เจสัน ไพรด์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และวิจัยการลงทุนของ Glenmede กล่าวว่า ในเชิงเศรษฐกิจแล้ว ใครเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงมากนัก สิ่งที่มีผลต่อเศรษฐกิจจริง ๆ คือการที่แต่ละประเทศเริ่มตอบโต้กันด้วยการเก็บภาษีศุลกากร 
การประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์แม้จะมีรายละเอียดไม่มากนัก กลับเปิดโอกาสให้นักลงทุนหันมาโฟกัสปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะผลประกอบการที่แข็งแกร่งของกลุ่มธนาคาร ผลประกอบการล่าสุดจากสถาบันการเงินหลายแห่ง รวมถึงธนาคารระดับภูมิภาคขนาดใหญ่ ช่วยหนุนดัชนีกลุ่มธนาคารภูมิภาคปิดพุ่งขึ้น 4.7% ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่ พ.ย. 2024 โดยหุ้น Citizens Financial Group พุ่งขึ้น 7.1% ทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังรายงานกำไรไตรมาสเพิ่มขึ้น 31.7% ขณะที่ Truist Financial ปรับขึ้น 1.8% จากรายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมธุรกิจวาณิชธนกิจที่เพิ่มขึ้น ด้านดัชนีย่อยทั้งหมดของ S&P 500 ปรับตัวขึ้นเช่นกัน นำโดยกลุ่มพลังงานซึ่งได้แรงหนุนจากหุ้น Halliburton ที่พุ่งขึ้น 4.1% หลังรายงานผลประกอบการดีกว่าคาด ขณะที่ EQT Corp พุ่งขึ้น 6.5% และ Expand Energy พุ่ง 4.5% หลังราคาก๊าซธรรมชาติปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์จากสภาพอากาศที่หนาวเย็น หุ้น United Airlines ปรับขึ้น 2.2% หลังบริษัทคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการไตรมาสปัจจุบันและทั้งปีในเชิงบวก ส่งผลให้หุ้นสายการบินรายอื่น ๆ ได้อานิสงส์จากบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้น โดย Delta Air Lines, American Airlines และ Southwest Airlines ต่างปรับขึ้นในกรอบ 1.1%-2.4% ขณะที่หุ้น Netflix ปรับลดลง 2.2% หลังรายงานแนวโน้มผลประกอบการที่ไม่โดดเด่นนัก อีกทั้งยังถูกกดดันจากการระงับโครงการซื้อหุ้นคืน เพื่อระดมเงินสำหรับการเข้าซื้อธุรกิจสตูดิโอและสตรีมมิ่งของ Warner Bros Discovery ขณะที่หุ้น Kraft Heinz ร่วงลง 5.7% หลังเอกสารยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า Berkshire Hathaway อาจขายหุ้นสัดส่วน 27.5% ในบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายดังกล่าว ที่มา Reuters 
|