ราคาน้ำมันปิดร่วงราว 4% ในวันพฤหัสบดี (15 ม.ค.) หลังจากปรับขึ้น 5 วันติดต่อกัน โดยราคาน้ำมันย่อตัวลงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า สถานการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่านเริ่มผ่อนคลายลง ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 59.19 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 2.83 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.56% ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 63.76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 2.76 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.15% โดยทั้ง 2 สัญญา ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ก่อนจะเผชิญแรงขายทำกำไร ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า เขาได้รับรายงานว่าการสังหารในช่วงการปราบปรามการประท้วงของอิหร่านเริ่มลดลง และเขาเชื่อว่าในขณะนี้ ยังไม่มีแผนการประหารชีวิตครั้งใหญ่ โดยท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวทางรอดูสถานการณ์ หลังจากก่อนหน้านี้มีถ้อยแถลงเชิงข่มขู่เกี่ยวกับการแทรกแซง ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า ความเห็นดังกล่าว ช่วยลด Risk premium หรือส่วนชดเชยความเสี่ยงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเมื่อวันพุธ ราคาน้ำมันเบรนท์เคยขึ้นไปแตะ 66.82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. ซึ่งฟิล ฟลินน์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Price Futures Group กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ตลาดประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะดำเนินการโจมตีอิหร่าน แต่ล่าสุดความเป็นไปได้ลดลงอย่างมาก และนี่คือแรงกดดันหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงในวันนี้ 
ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า สหรัฐฯ กำลังถอนกำลังพลทางหทารบางส่วน ออกจากฐานทัพในตะวันออกกลาง หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านระบุว่า อิหร่านได้แจ้งประเทศเพื่อนบ้านว่าจะโจมตีฐานทัพอเมริกัน หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี นอกจากนี้ ปัจจัยลบเพิ่มเติมต่อราคาน้ำมันมาจากข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ที่ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินของสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระบุว่า เวเนซุเอลาเริ่มเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีกครั้ง หลังจากที่เคยถูกจำกัดภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และได้กลับมาส่งออกน้ำมันดิบแล้ว โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า แรงกดดันต่อราคาน้ำมันยังเกิดขึ้นหลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาที่เป็นไปในทิศทางบวก โดยตลาดคาดหวังถึงเสถียรภาพในระยะสั้น ซึ่งอาจทำให้น้ำมันจากเวเนซุเอลาออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งปัจจัยดังกล่าว จะช่วยตรึงระดับราคาน้ำมันไว้ไม่ให้ปรับขึ้นแรง ด้านองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันในปี 2027 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกับปีนี้ พร้อมเผยข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงภาวะอุปทานและอุปสงค์ที่ใกล้เคียงกันในปี 2026 ซึ่งแตกต่างจากการคาดการณ์ของบางฝ่ายที่มองว่าจะเกิดภาวะน้ำมันล้นตลาด ขณะที่ข้อมูลจากรัฐบาลจีนระบุว่า การนำเข้าน้ำมันดิบของจีนในเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบรายปี และการนำเข้าทั้งปี 2025 เพิ่มขึ้น 4.4% โดยปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยต่อวันทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่มา Reuters 
|