*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 60.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 26 เซนต์ หรือ 0.4% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 65.24 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 32 เซนต์ หรือ 0.5% ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในวันพุธ โดยได้แรงหนุนจากความคาดหวังว่าอุปทานในตลาดโลกจะตึงตัวมากขึ้น หลังแหล่งผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แห่งในคาซัคสถานหยุดการผลิตชั่วคราว ขณะเดียวกัน ปริมาณการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาที่อยู่ในระดับต่ำ ยังสะท้อนความคืบหน้าที่ล่าช้าในการฟื้นกำลังการผลิตของประเทศ *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า จะงดเว้นการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้าจากประเทศในยุโรปที่คัดค้านความพยายามในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ โดยให้เหตุผลว่ามีการบรรลุกรอบของข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับเกาะดังกล่าวแล้ว การตัดสินใจดังกล่าว ถือเป็นการกลับลำอย่างชัดเจนของผู้นำสหรัฐฯ ที่ก่อนหน้านี้ใช้แรงกดดันต่อยุโรปหลายครั้งในประเด็นกรีนแลนด์ ท่าทีนี้มีขึ้นหลังการพบหารือกับมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ในการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum – WEF) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของกรอบข้อตกลงดังกล่าว และยังไม่ชัดเจนว่าความตกลงนี้ครอบคลุมเนื้อหาใดบ้าง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เดนมาร์กได้ยืนยันตัดความเป็นไปได้ในการเจรจาโอนกรีนแลนด์ให้กับสหรัฐฯ *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า กรอบข้อตกลงที่เขาบรรลุกับองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต เกี่ยวกับกรีนแลนด์ จะครอบคลุมถึงการเข้าถึงสิทธิในแร่ธาตุสำหรับสหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรป รวมถึงความร่วมมือในโครงการป้องกันขีปนาวุธ “โกลเดนโดม” (Golden Dome) โดยทรัมป์กล่าวว่า “พวกเขาจะมีส่วนร่วมในโกลเดนโดม และจะมีส่วนร่วมในสิทธิแร่ธาตุ เช่นเดียวกับเรา” และเมื่อถูกถามว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีระยะเวลานานเพียงใด ทรัมป์ตอบว่า “ตลอดไป” *** จีนปฏิเสธกระแสคาดการณ์ที่ระบุว่า จะเข้ามาแข่งขันแย่งชิงอิทธิพลในโลกตะวันตก ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ ซึ่งกำลังคุกคามต่อการเปลี่ยนสมดุลอำนาจของพันธมิตรด้านความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่ดำรงมายาวนานหลายทศวรรษ โดยกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนไม่มีเจตนาที่จะแข่งขันขยายอิทธิพลกับประเทศใด และไม่เคยคิดจะทำเช่นนั้น พร้อมย้ำว่า จีนดำเนินความสัมพันธ์กับทุกประเทศบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและความเสมอภาค พร้อมยืนยันว่า จีนยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นพลังเชิงบวก มีเสถียรภาพ และสร้างสรรค์ต่อประชาคมระหว่างประเทศ *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาใกล้ตัดสินใจเลือกประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่แล้ว พร้อมระบุว่าเขาชอบแนวคิดที่จะให้เควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว ดำรงตำแหน่งเดิมต่อไป โดยทรัมป์ตอบหลังถูกถามว่า ใครจะเข้ามาแทนที่เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นเป้าหมายของคำวิจารณ์จากเขามาโดยตลอด โดยระบุว่า รายชื่อผู้เข้าชิงเหลือเพียงไม่กี่คนแล้ว และในความคิดของเขาอาจเหลือเพียงตัวเลือกเดียว ซึ่งเมื่อถูกถามถึงแฮสเซตต์ ทรัมป์กล่าวว่า เขาอยากให้แฮสเซตต์อยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไป เพราะไม่ต้องการเสียบุคลากรที่มีความสามารถ โดยยังกล่าวชมว่า แฮสเซตต์สื่อสารได้ดีมาก *** เคน กริฟฟิน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Citadel กล่าวว่า แรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างหนักในสัปดาห์นี้ควรถูกมองเป็น “คำเตือนอย่างชัดเจน” ต่อบรรดานักการเมืองสหรัฐฯ ให้เร่งปรับปรุงฐานะการคลังของประเทศ กริฟฟินชี้ว่า นักลงทุนในตลาดพันธบัตรสามารถกลับมาใช้พลังต่อรองและเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ พร้อมระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นเป็นการส่งสารที่สำคัญถึงสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ ว่า จำเป็นต้องจัดการงบการคลังของประเทศให้เป็นระเบียบ อย่างไรก็ตาม กริฟฟินมองว่า สหรัฐฯ อยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างจากญี่ปุ่น และมีแนวโน้มว่ายังไม่เผชิญความเสี่ยงเร่งด่วนในระยะใกล้ *** คณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติท่วมท้น เห็นชอบเดินหน้าร่างกฎหมายที่จะเพิ่มอำนาจให้สภาคองเกรส ในการกำกับดูแลการส่งออกชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้จะเผชิญแรงคัดค้านจากเดวิด แซกส์ ผู้ดูแลนโยบาย AI ของทำเนียบขาว รวมถึงกระแสต่อต้านผ่านโซเชียลมีเดีย โดยไบรอัน มาสต์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศ เป็นผู้เสนอร่างกฎหมาย “AI Overwatch Act” ตั้งแต่เดือนธ.ค. หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติให้มีการส่งออกชิป AI H200 ประสิทธิภาพสูงของ Nvidia ไปยังจีน 
*** ท่ามกลางความกังวลว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ที่อาจเข้ามาเขย่าตลาดแรงงานทั่วโลก ทว่าเจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia กลับลดทอนความเสี่ยงในระยะยาว พร้อมชี้ว่าในปัจจุบันแรงงานสายอาชีพที่มีทักษะ กำลังเผชิญกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยหวงกล่าวว่า ช่างประปา ช่างไฟฟ้า และแรงงานก่อสร้าง จะสามารถเรียกรายได้ในระดับ “6 หลัก” ต่อปี จากความต้องการในการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งใช้ในการประมวลผลและฝึกระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยระบุว่า เทคโนโลยี AI จะต้องอาศัยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มูลค่าสูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ *** Apple มีแผนปรับโฉม Siri ในช่วงปลายปีนี้ ด้วยการยกระดับผู้ช่วยดิจิทัลให้กลายเป็นแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ตัวแรกของบริษัท ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิต iPhone กระโดดเข้าสู่การแข่งขันด้าน Generative AI อย่างเต็มตัว ซึ่งปัจจุบัน OpenAI และ Google เป็นเจ้าใหญ่ในสนาม โดยแชตบอตดังกล่าวใช้ชื่อรหัสว่า “Campos” และจะฝังการทำงานในระบบปฏิบัติการของ iPhone, iPad และ Mac พร้อมเข้ามาแทนที่อินเทอร์เฟซของ Siri ในปัจจุบัน ผู้ใช้งานยังสามารถเรียกใช้บริการใหม่ได้ในลักษณะเดียวกับ Siri เดิม ไม่ว่าจะเป็นการพูดคำสั่ง “Siri” หรือกดปุ่มด้านข้างค้างไว้บนอุปกรณ์ iPhone หรือ iPad *** ผู้ถือหุ้นของ Intel แสดงความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในระดับที่ไม่เคยเห็นมาหลายไตรมาส โดยคาดหวังว่าแผนฟื้นฟูกิจการที่ลิป-บู ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ให้คำมั่นไว้ กำลังเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน การเร่งลงทุนก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกยังช่วยหนุนความต้องการชิปเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิมของ Intel อย่างแข็งแกร่ง โดยความสนใจของนักลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังซีอีโอคนใหม่ เดินหน้าจัดโครงสร้างการลงทุนครั้งใหญ่หลายดีลในปีที่ผ่านมา ท่ามกลางราคาหุ้นที่เคยร่วงหนักในปี 2024 จากความผิดพลาดด้านการบริหารต่อเนื่องหลายปี รวมถึงแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI ที่ล้มเหลว ส่งผลให้ Intel สูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง และต้องปรับลดพนักงานหลายพันตำแหน่ง *** เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase เตือนว่า ข้อเสนอในการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะนำไปสู่ “หายนะทางเศรษฐกิจ” ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำจุดยืนสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว และระบุว่าได้ขอให้สภาคองเกรสพิจารณาอนุมัติมาตรการนี้แล้ว ไดมอน กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้ชาวอเมริกันราว 80% สูญเสียการเข้าถึงสินเชื่อ โดยบัตรเครดิต ถือเป็นแหล่งสินเชื่อสำรองที่สำคัญของประชาชนจำนวนมาก *** การส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนธ.ค. เติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ โดยเพิ่มขึ้นเพียง 5.1% เมื่อเทียบรายปี ท่ามกลางแรงกดดันจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่หดตัวในอัตรา 2 หลัก โดยนักวิเคราะห์ที่สำรวจโดยรอยเตอร์สคาดว่า การส่งออกจะขยายตัวทรงตัวจากเดือนพ.ย. ที่ระดับ 6.1% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจริงสะท้อนแรงส่งที่อ่อนกว่าคาด ตามข้อมูลระบุว่า การส่งออกไปยังสหรัฐฯในเดือนธ.ค. ลดลง 11.1% หลังจากเดือนก่อนหน้าพุ่งขึ้น 8.8% ซึ่งการเพิ่มขึ้นในเดือนพ.ย. ถือเป็นครั้งแรกที่การส่งออกไปสหรัฐฯขยายตัวนับตั้งแต่เดือนมี.ค. ขณะที่การส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 5.6% ส่วนการส่งออกไปฮ่องกงพุ่งขึ้นถึง 31.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน *** เศรษฐกิจเกาหลีใต้ ชะลอตัวลงในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา หลังการลงทุนภาคก่อสร้างหดตัวอย่างรุนแรง ประกอบกับการส่งออกที่อ่อนแรง กลบแรงหนุนเพียงเล็กน้อยจากการบริโภคภาคเอกชน โดยธนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เศรษฐกิจขยายตัว 1.5% ในช่วงเดือนต.ค. ถึง ธ.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 1.9% และชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 1.8% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี เมื่อเทียบรายไตรมาส ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัว 0.3% ซึ่งเป็นการชะลอตัวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2022 สวนทางกับการคาดที่ประเมินว่าจะขยายตัว 0.1% สำหรับทั้งปี เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัวเพียง 1% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 ที่เศรษฐกิจหดตัว 0.7% จากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 *** ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ปรับตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี ตามทิศทางตลาดวอลล์สตรีทที่ฟื้นตัว หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอยจากท่าทีข่มขู่จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศในยุโรป จากกรณีความขัดแย้งกรีนแลนด์ บรรยากาศการซื้อขายฝั่งเอเชียอยู่ในทิศทางบวก โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค ซึ่งดัชนี Kospi พุ่งขึ้นมากกว่า 2% และทะลุระดับ 5,000 จุด ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Kosdaq เพิ่มขึ้น 1.29% ด้านตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยดัชนี Nikkei 225 เพิ่มขึ้น 1.22% และดัชนี Topix ซึ่งสะท้อนภาพรวมตลาด ปรับขึ้น 1.03% ในออสเตรเลีย ดัชนี S&P/ASX 200 ปรับขึ้น 0.78% ในช่วงต้นการซื้อขาย หลังจากร่วงลงราว 0.4% ในวันก่อนหน้า ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงอยู่ที่ระดับ 26,616 จุด สูงกว่าระดับปิดล่าสุดที่ 26,585.06 จุด สะท้อนแนวโน้มเปิดตลาดในแดนบวก *** ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือระดับ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในวันพุธที่ผ่านมา ต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า หลังนักลงทุนแสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภัยคุกคามด้านภาษีจากทำเนียบขาวและความกังวลที่กลับมาอีกครั้งเกี่ยวกับสงครามการค้าโลก โดยการพุ่งขึ้นดังกล่าว ได้จุดกระแสถกเถียงในหมู่นักลงทุนอีกครั้งว่า ราคาทองคำยังสามารถปรับขึ้นได้อีกมากน้อยเพียงใด หลังจากพุ่งแรงในปีที่ผ่านมา ด้านนักวิเคราะห์ที่สมาคมตลาดทองคำลอนดอน (LBMA) ได้สำรวจความเห็นคาดว่า ราคาทองคำจะปรับขึ้นเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในปีนี้ จากการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของสหรัฐฯ จะลดลง การผ่อนคลายนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างต่อเนื่อง และการกระจายทุนสำรองของธนาคารกลางออกจากเงินดอลลาร์ ขณะที่นักกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์อาวุโสจาก ICBC Standard Bank มองว่าราคาทองคำอาจพุ่งขึ้นไปสูงถึง 7,150 ดอลลาร์สหรัฐ 
|