เปิดมุมมองโบรกฯ ต่อ HMPRO ลุ้นผลงาน Q2/69 ฟื้นตัว รับอานิสงส์ยอดขาย-ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ชูเป้าสูงสุด 8 บ./หุ้น

รูป เปิดมุมมองโบรกฯ ต่อ HMPRO ลุ้นผลงาน Q2/69 ฟื้นตัว รับอานิสงส์ยอดขาย-ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ชูเป้าสูงสุด 8 บ./หุ้น

efinAI


โบรกฯ เปิดมุมมองต่อ HMPRO หลังจัดประชุมนักวิเคราะห์ ลุ้นผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 ฟื้นตัว รับอานิสงส์การปรับราคาสินค้าราว 5-10% และความต้องการสินค้ากลุ่มทำความเย็นที่เพิ่มขึ้น ประเมินกำไรปี 69 ที่เฉลี่ยระดับ 6.06 - 6.2 พันล้านบาท พร้อมชูราคาเป้าหมาย 6.6 - 8 บ./หุ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (5 พ.ค.69) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ได้มีการจัดประชุมนักวิเคราะห์ถึงแนวโน้มธุรกิจปี 69 ซึ่งส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักจึงได้ออกบทวิเคราะห์ของหุ้น HMPRO รวมถึงประเมินทิศทางผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือปีนี้


ทั้งนี้ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" จึงได้รวบรวมมุมมองโบรกเกอร์ต่อ HMPRO มาให้ผู้ลงทุนได้พิจารณากัน ดังนี้

พาย คาดผลงาน Q2/69 โต รับยอดขายเพิ่ม-ปรับขึ้นราคาสินค้าราว 5-10%

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย จำกัด (มหาชน) ระบุคาดผลประกอบการไตรมาส 2/69 เติบโตทั้งช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากทั้งยอดขายที่ดีขึ้นตามทิศทาง SSSG ที่ดีขึ้นจากการปรับราคาและความต้องการสินค้ากลุ่มทำความเย็นที่เพิ่มขึ้น อัตราการทำกำไรดีขึ้นทั้ง %SG&A ที่ดีขึ้นตามยอดขาย, GPM มีทิศทางดีขึ้นจากสต๊อกสินค้าเดิม, การเพิ่มขึ้นของสินค้า Private label

แนวโน้ม SSSG เดือนเม.ย.69 ของ HomePro พลิกกลับมาบวก YoY ที่ +2% ถึง +3%, SSSG หนุนจากยอดขายกลุ่มสินค้าทำความเย็นที่ฟื้นตัวจากฐานต่ำในปีก่อน บวกกับราคาสินค้าบางประเภทที่ปรับขึ้นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยหากตัดปัจจัยบวกจากสินค้าในกลุ่มทำความเย็น SSSG สินค้ากลุ่มอื่นๆของ HomePro จะติดลบ 2-3% ในช่วงเวลาเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าภาพการบริโภคของสินค้าในกลุ่มซ่อมแซมและตกแต่งบ้านยังคงชะลอตัว YoY และมีแรงกดดันจากสินค้าออนไลน์บางส่วน SSSG เดือนเม.ย.69 ของ Mega Home +4% ถึง +6% ต่อเนื่องหลังกลับมาทรงตัว YoY ในเดือนมี.ค.69 ผลจากความต้องการที่เร่งตัวขึ้นจากความกังวลเรื่องราคาสินค้าที่จะปรับสูงขึ้นในอนาคต ขณะที่ HomePro มาเลเชียยังคงติดลบ 3%-4%

บริษัทปรับขึ้นราคาสินค้า 5-10% ในสินค้ากลุ่มที่ผันแปรตามราคาตลาด (สัดส่วน 30% ของสินค้าทั้งหมด) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสี PVC หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับพลาสติก ทำให้คาดว่าบริษัทจะได้รับปัจจัยบวกจากสต๊อคสินค้าที่มีต้นทุนเดิมราว 2-3 เดือน ในแง่ผลกระทบด้านค่าขนส่งคาดว่าจะยังจำกัดไม่เกิน 1% ของยอดขาย เนื่องจากบางส่วนมีการส่งผ่านไปยังผู้บริโภค

โดยยังคงมุมมองอนุรักษ์นิยมต่อกลุ่มสินค้าซ่อมแซมและตกแต่งบ้าน คงคำแนะนำ “ถือ” มูลค่าพื้นฐาน 6.90 บาท แม้ว่าระยะยาวมองดีต่อกลยุทธ์การขยายบริการหลังการขายทำให้ลูกค้าใช้บริการกับบริษัทในระยะยาว

เอเซีย พลัส คาดกำไรฟื้นตัวระยะสั้น- ลุ้นกำไรทั้งปีที่ 6.06 พันล้านบาท

สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินยอดขายในไตรมาส 2/69 มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ทั้ง QoQ และ YoY โดยมีปัจจัยหนุน ดังนี้

1. ฐานที่ต่ำในไตรมาส 2/68 เนื่องจากลูกค้าเร่งซื้อสินค้าไปแล้วในช่วงไตรมาส 1/68 เพราะเป็นช่วงที่มีมาตรการ Easy E-Receipt

2. อากาศที่ร้อนจัดในปีนี้ช่วยหนุนยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้า

3. การเร่งปิดงานของกลุ่มลูกค้าผู้รับเหมาก่อสร้างจากความกังวลว่าราคาวัสดุก่อสร้างจะปรับขึ้นในอนาคตจากผลกระทบสงคราม ทำให้ในเดือนเม.ย. สินค้าวัสดุก่อสร้างมียอดขายเร่งตัวขึ้น ซึ่งปัจจัยบวกทั้งหมดนี้ส่งผลให้การเติบโตยอดขายสาขาเดิมในเดือน เม.ย.69 พลิกกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อยราว 1-3% (จากหดตัวแรง 12.7% ในไตรมาส 1/69) แม้ว่ากำลังซื้อโดยรวมยังค่อนข้างอ่อนแอ

แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ในไตรมาส 2/69 ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากบริษัทได้มีการปรับขึ้นราคาสินค้าบางรายการ ในขณะที่ยังมีสินค้าคงคลังที่มีต้นทุนต่ำช่วยให้ต้นทุนเฉลี่ยปรับขึ้นน้อยกว่าราคาขาย ประกอบกับบริษัทมีกลยุทธ์ในการผลักดันสัดส่วนการขายสินค้าที่ได้มาร์จิ้นสูงให้เพิ่มมากขึ้น

ผลกระทบจากค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันถือว่าค่อนข้างจำกัด และอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เนื่องจากค่าขนส่งบางส่วนอยู่ในความรับผิดชอบของคู่ค้า รวมถึงบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนโปรโมชั่นส่งฟรีในสินค้าบางรายการ ทำให้ค่าขนส่งส่วนที่บริษัทไม่สามารถผลักภาระได้มีสัดส่วนต่ำกว่า 0.1% ของยอดขาย

เบื้องต้นคาดกำไรพลิกกลับมาโต QoQ และ YoY ในไตรมาส 2/69 จากทั้งยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดีคาดว่ากำไรจะกลับมาอ่อนตัว QoQ อีกครั้งในไตรมาส 3/69 โดยกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอยังเป็นความกังวลหลัก ประกอบกับคาดผลกระทบของต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นจะชัดเจนมากขึ้น รวมถึงยอดขายน่าจะถูกกดดันจากปัจจัยฤดูกาลช่วงฤดูฝน

ฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรปี 69 ที่ 6.06 พันล้านบาท (+1% YoY) พร้อมทั้งคงคำแนะนำ “Trading” ที่ราคาเป้าหมายปี 69 ที่ 6.6 บาท (คงระดับ PER ที่14.1 เท่า หรือ -1.5S.D) เนื่องจากแม้คาดว่ากำไรจะฟื้นตัวได้ทั้ง QoQ และ YoY ในไตรมาส 2/69 แต่แนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรน่าจะไม่โดดเด่นและยังไม่ต่อเนื่อง รวมถึงกำไรทั้งปีแ69อาจทำได้เพียงทรงตัวจากปีที่แล้ว


ดาโอ ชี้แนวโน้มปี 69 ยังฟื้นช้าตามเศรษฐกิจ รอ catalyst ใหม่หนุน

บล.ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเป็นกลางจากการประชุมนักวิเคราะห์ (5 พ.ค.) โดยมีปัจจัยสำคัญ ดังนี้

1.ยังคงเป้าขยายสาขาในปี 69 เป็น 136 ทำเล โดยเปิด Hybrid Store เพิ่ม 10 แห่ง ภายใต้ CAPEX 6–7 พันล้านบาท ทั้งนี้ SSSG QTD เริ่มฟื้นจาก cooling products และ building materials

2.คงเป้า GPM ปี 69 ขยายตัวเล็กน้อยราว 20-30 bps หนุนจากการเพิ่มสัดส่วน Private Brand

3. ตั้งเป้าควบคุม SG&A/sales ให้ทรงตัวถึงลดลง YoY ผ่าน cost control และการใช้ solar panel โดย SSSG ที่เริ่มฟื้นช่วยหนุน operating leverage เพิ่มขึ้น

4.บริษัทเฝ้าระวังต้นทุนค่าไฟและค่าขนส่งที่อาจสูงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม โดยค่าขนส่งคิดเป็น 2.5% ของยอดขายรวม ซึ่งสามารถเจรจากับ suppliersและทยอยปรับราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุน

ประมาณการกำไรปี 69-70 ที่ 6.2 และ 6.4 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยกำไรจะฟื้นตัวเล็กน้อยจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดหวังว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อหนุนกาลังซื้อภายในประเทศ รวมไปถึงการขยายสาขาและการเพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Label ซึ่งจะช่วยหนุน GPM และช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนจากการหายไปของมาตรการลดหย่อนภาษี Easy E-Receipt ในไตรมาส 1/69

คงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายเดิมที่ 7.00 บาท อิง PER ปี 69 ที่ 15 เท่า จากกำไรที่ยังฟื้นตัวช้าจากภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการลดภาษี ซึ่งอาจกลับมาช่วยหนุนราคาหุ้นได้ โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้น underperform จาก SET ที่-23% เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

บล.โกลเบล็ก แนะนำ "ถือ" ชูราคาเหมาะสม 6.90 บ./หุ้น

บล.โกลเบล็ก ระบุมีมุมมองเป็นกลางต่อภาพการเติบโตของรายได้ในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่เห็นการฟื้นตัวชัดเจน แม้ว่าบริษัทสามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้จากต้นทุนสินค้าบางรายการที่เพิ่มขึ้นเดือน เม.ย.69 โดยบริษัทมี SSSG ของธุรกิจ HomePro โต 2-3% และ Mega Home โต 5% จากยอดขายสินค้ากลุ่มทำความเย็นเพิ่มขึ้น เนื่องจากอากาศร้อน

โดย Bloomberg Consensus คาดกำไรปี 69 ราว 6,112 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน ขณะท่ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ปี 69 ราว 13 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับ -1.5SD ของค่าเฉลี่ย 5 ปี โดยมีราคาเหมาะสม Bloomberg Consensus เฉลี่ย 6.90 บาท พร้อมคงคำแนะนำ “ถือ”

ยูโอบีฯ คาดอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น รับปรับขึ้นราคาสินค้า - หนุน private brand

บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ระบุโทนของการประชุมนักวิเคราะห์ออกมาเป็นบวกเล็กน้อย โดยผลการดำเนินงานในเดือนเมษายนปรับตัวดีขึ้นทั้งในด้านยอดขายและอัตรากำไร SSSG ในเดือนเมษายนปรับตัวดีขึ้น โดยได้แรงหนุนจากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง ความต้องการวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น และการปรับราคาสินค้า

โดยมั่นใจว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 2/69 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขึ้นราคาสินค้าและการผลักดันสินค้า private brand และสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงมากขึ้น พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 8.00 บาท

คำแนะนำและราคาเป้าหมายของ 5 โบรกเกอร์

โบรกเกอร์ คำแนะนำ ราคาเป้าหมาย
บล.พาย ถือ 6.9
บล.เอเซีย พลัส Trading 6.6
บล.ดาโอ ถือ 7
บล.โกลเบล็ก ถือ 6.9
บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ซื้อ 8

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ปริวัฒน์ หินพลอย

ปริวัฒน์ หินพลอย

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย