ราคาทองคำ ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้ตลาดยังคงเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ขณะที่สถานการณ์ประท้วงรุนแรงในอิหร่านยิ่งเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาทองคำแท่ง ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 4,564 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วงเช้าวันนี้ (12 ม.ค.) หลังรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ประจำเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าผลสำรวจของรอยเตอร์สที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนพ.ย. ถูกปรับลดลง เป็นเพิ่มขึ้น 56,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานไว้ 64,000 ตำแหน่ง ขณะเดียวกัน ตัวเลขการเลิกจ้างงานในเดือนต.ค. ถูกปรับเพิ่มเป็น 173,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี จากเดิมที่ประเมินไว้ 105,000 ตำแหน่ง โดยมีสาเหตุหลักจากการที่พนักงานของรัฐบาลกลางเข้าร่วมโครงการเกษียณก่อนกำหนด ส่งผลให้ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา การเลิกจ้างงานเฉลี่ยอยู่ที่ 22,000 ตำแหน่ง 
การเติบโตของการจ้างงานต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ช่วยหนุนมุมมองว่าเฟดจะยังคงเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ขณะที่ราคาโลหะเงินขยับขึ้นเข้าใกล้ระดับสูงสุดตลอดกาลเช่นกัน ขณะนี้ ตลาดการเงินคาดว่าเฟด จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปี 2026 หลังจากที่ได้ปรับลดดอกเบี้ย 3 ครั้งติดต่อกัน ในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นแรงหนุนสำคัญต่อทองคำ ที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน การประท้วงที่มีผู้เสียชีวิตในอิหร่าน ได้เพิ่มแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย โดยความเป็นไปได้ที่รัฐบาลของอิหร่านอาจถูกโค่นล้ม สร้างความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และตลาดน้ำมันโลก ทั้งนี้ ราคาทองคำเพิ่งผ่านปีที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวกเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผู้จัดการกองทุนมากกว่าสิบรายระบุว่า พวกเขาเลือกที่จะยังไม่ขายทำกำไรมากนัก และยังคงเชื่อมั่นในเสน่ห์ของทองคำในระยะยาว ณ เวลา 08.23 น. ตามเวลาสิงคโปร์ ราคาทองคำปรับขึ้น 1.1% มาอยู่ที่ 4,561.12 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index อ่อนตัวลง 0.1% ส่วนราคาโลหะเงินพุ่งขึ้น 2.7% หลังจากทะยานขึ้นเกือบ 10% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนแพลเลเดียมและแพลทินัมก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยังไม่ได้พิจารณาคดีเกี่ยวกับมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกำหนดให้มีการไต่สวนใหม่ในวันพุธนี้ (14 ม.ค.) ซึ่งหากศาลมีคำตัดสินไม่เห็นชอบกับมาตรการดังกล่าว จะบั่นทอนนโยบายเศรษฐกิจหลักของประธานาธิบดีทรัมป์ และนับเป็นความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่มา Bloomberg

|