IMF เตือนศก.ไทยยังเสี่ยงสูง กด GDP ปีนี้ เหลือโต 1.6%

รูป IMF เตือนศก.ไทยยังเสี่ยงสูง กด GDP ปีนี้ เหลือโต 1.6%

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -16 ก.พ. 69 9:21: น.

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) เผยแพร่รายงานประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2025 โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงจาก 2.5% ในปี 2024 มาอยู่ที่ 2.1% ในปี 2025 และอยู่ที่ 1.6% ในปี 2026 ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ยังคงมีอยู่ และอุปสงค์ในประเทศที่ยังถูกจำกัด

 

IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวจาก 2.5% ในปี 2024 มาอยู่ที่ 2.1% ในปี 2025 จากแรงกดดันทั้งภายนอกและภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า การขยายตัวสินเชื่อที่จำกัด และแนวโน้มการฟื้นตัวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติช้ากว่าคาด ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลง ทั้งยังสะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแรง ขณะที่ภาวะสินเชื่อยังตึงตัว แต่เสถียรภาพภายนอกของไทยยังแข็งแกร่ง จากทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงและหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับปานกลาง

 

ขณะที่ภาครัฐบาลเร่งออกมาตรการรับมือกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยดำเนินนโยบายการคลังแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและกระตุ้นการบริโภค ควบคู่กับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ SMEs และการย้ำความมุ่งมั่นด้านวินัยการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ส่วนในปี ในปี 2026 IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงต่อเนื่อง มาอยู่ที่ 1.6% ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ยังยืดเยื้อและอุปสงค์ในประเทศที่จำกัด โดยความเสี่ยงยังอยู่ในระดับสูง ทั้งจากความไม่แน่นอนทางการค้า ความผันผวนของตลาดการเงินโลก และพัฒนาการทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งหากความตึงเครียดทางการค้าคลี่คลายเร็วหรือความไม่แน่นอนภายในประเทศลดลง อาจช่วยหนุนการฟื้นตัวได้

 

 

แนะใช้นโยบายผสมอย่างระมัดระวัง เร่งปฏิรูปโครงสร้าง

IMF มองว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความยืดหยุ่นท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่ไม่แน่นอน แต่กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น ซึ่งภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่นโยบาย ไทยควรใช้นโยบายที่ผสมผสานอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกัน เพื่อประคองการฟื้นตัวควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ และเร่งปฏิรูปโครงสร้างเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะกลาง

 

ด้านการคลัง IMF มองว่า ด้วยข้อจำกัดจากพื้นที่ทางการคลัง ไทยควรมีมาตรการสนับสนุนที่เจาะจงเป้าหมายชัดเจนและจำกัดวงเงิน ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่น่าเชื่อถือ พร้อมเสนอให้เพิ่มรายได้ภาครัฐเพื่อสร้างกันชนทางการคลัง และเพิ่มพื้นที่สำหรับการใช้จ่ายที่ส่งเสริมการเติบโตและการคุ้มครองทางสังคม ตลอดจนเสริมความเข้มแข็งของหลักเกณฑ์ทางการคลังและการบริหารหนี้สาธารณะ

 

หนุนนโยบายการเงินผ่อนคลาย แต่ต้องรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

IMF สนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อพยุงอุปสงค์ในประเทศและลดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ โดยมองว่า ยังมีช่องว่างสำหรับการผ่อนคลายเพิ่มเติมตามข้อมูลเศรษฐกิจ ควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และเน้นย้ำความสำคัญของการผสานนโยบายการคลังและการเงินเข้าด้วยกัน โดยต้องรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

 

ส่วนค่าเงินบาทควรทำหน้าที่เป็นกลไกดูดซับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนควรจำกัดเฉพาะกรณีที่ตลาดผันผวนผิดปกติและไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน

 

เร่งปฏิรูปโครงสร้าง ยกระดับขีดความสามารถระยะยาว

แม้ความเสี่ยงเชิงระบบในภาคการเงินยังอยู่ในระดับควบคุมได้ แต่ IMF แนะนำให้ติดตามความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างใกล้ชิด พร้อมเสริมความเข้มแข็งของการกำกับดูแล รวมถึงผลักดันการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ สนับสนุน SMEs อย่างมีธรรมาภิบาล และพัฒนากรอบป้องกันการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย

 

IMF ยังเน้นย้ำว่า สภาพแวดล้อมภายนอกที่ท้าทายยิ่งขึ้นทำให้ไทยต้องเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการบูรณาการทางการค้าและการเงิน ยกระดับผลิตภาพของแรงงาน พัฒนาสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เสริมระบบคุ้มครองทางสังคม ปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนและระบบธรรมาภิบาล รวมถึงขับเคลื่อนวาระด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

 

ที่มา IMF

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju