“ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” มองความตึงเครียดสหรัฐฯ - อิหร่านกระทบความเชื่อมั่นทั่วโลก ฉุดหุ้นไทยดิ่ง 117 จุด หรือ 8% จนต้องใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ กังวลความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซกระทบน้ำมันไม่เพียงพอ แนะรัฐเร่งเตรียมรับมือภูมิรัฐศาสตร์จริงจัง พร้อมแนะนักลงทุนใช้เงินเย็นลงทุนในตลาดทุน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีผลกระทบต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยในวันนี้ปรับตัวลดลงแรง 8% จนต้องใช้มาตราการเซอร์กิตเบรกเกอร์ จากแรงขายเพราะความกังวลของนักลงทุน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ - ปัจจุบันทั่วโลกเห็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางภูมิศาสตร์มากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยด้วย โดยกรณีความขัดแย้งล่าสุดคืออิหร่านและสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยอย่างแรกคือตลาดทุน ซึ่งช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมาหุ้นไทยร่วงกว่า 60 จุด และวันพุธ(วันนี้) ร่วง 117 จุด หรือ -8% จนต้องใช้มาตราการเซอร์กิตเบรกเกอร์
- ความกังวลประเด็นล่าสุดเกิดขึ้นกับทั่วโลก โดยเฉพาะเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และไทย ทั้ง 3 ประเทศมีความคล้าย 2 เรื่องได้แก่ 1.ภาพรวมตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นดีเมื่อเทียบตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาและเมื่อมีความกังวลจึงเห็นการปรับตัวลดลงแรง 2.โครงสร้างการซื้อน้ำมัน จะเห็นว่าญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมัน 90% ส่วนเกาหลีใต้นำเข้า 100% และไทยนำเข้าส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง และผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
- ซึ่งนักลงทุนกังวลโดยเฉพาะประเด็นอิหร่านโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน Aramco ที่เป็นบริษัทฯ ยักษ์ใหญ่น้ำมันซาอุดีอาระเบีย และการโจมตีโรงแยกก๊าซกาตาร์จนต้องปิดทำการ รวมถึงการโจมตีท่าเรือ และการเดินเรือจากช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถดำเนินการออกมาได้ประมาณกว่า 100 ลำ คิดเป็นสัดส่วน 10% ของเรือขนส่งทั่วโลก ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ การบริโภคน้ำมันจะเพียงพอกับความต้องการหรือไม่
- โดยช่องแคบฮอร์มุซเป็นต้นต่อของน้ำมันประมาณ 20% ของโลก ซึ่งหากไม่สามารถดำเนินการเอาน้ำมันออกมาใช้ได้ จะส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลกทันที โดยล่าสุดราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 76 ดอลลาร์/บาร์เรล จากเดิม 65 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งราคาน้ำมันสูงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อภาพรวมเงินเฟ้อในลำดับถัดไป

แนะรัฐบาลรับมือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จริงจัง หวั่นยืดเยื้อกระทบน้ำมันไม่พอใช้
- ชี้แนะรัฐบาลควรรับมือกับเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง เนื่องจากหากสถานการณ์ยืดเยื้อ โอกาสที่ไทยจะมีน้ำมันไม่เพียงพอต่อการใช้งาน รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มมากขึ้น มองพลังงานทดแทนอาจเป็นอีกทางเลือก หรือแนวทางการประหยัดพลังงาน รวมถึงหาแหล่งพลังงาน-ก๊าซแห่งใหม่
- ความเชื่อมั่นของตลาดทุนเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงกระทบความสามารถของการบริโภค ซึ่งหากรัฐบาลจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภายหลังคงยาก
"เราควรเตรียมการ การลดพึ่งพาสหรัฐฯ จนเกินไป เพราะสงครามยังคุกรุ่นอีกหลายยก ไทยจะทำอย่างไรที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านี้ และทำอย่างไรที่ไทยจะเสริมภูมิแข็งแรง ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแล SME อาหาร ยา ความปลอดภัย ประเด็นเหล่านี้คงหยิบยกมาพูดคุยเรื่อยๆ เพื่อเตรียมการสู่อนาคต" ดร.กอบศักดิ์กล่าว
- ผลกระทบจากครั้งนี้มองว่ายังอยู่ในสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งค่าเงิน หุ้น ความเชื่อมั่นบริโภค ซึ่งความเสียหายเกิดจากความกังวล ผลกระทบจริงยังไม่มากแต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้หากเตรียมการไม่พร้อม
แนะลงทุนตลาดทุนด้วยเงินเย็น เชื่อรัฐฯ ออกมาตรการเรียกความเชื่อมั่น
- ความขัดแย้งดังกล่าวยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ หรือใครชนะ แต่มองปัจจัยพื้นฐานประเทศไทยยังไม่ได้เปลี่ยน ซึ่งอาจมีผลกระทบแง่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่คงไม่มาก
- โดยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในตลาดทุนช่วงนี้ ควรใช้เงินเย็น รับความผันผวนได้
- เชื่อรัฐบาลจะออกมาตรการเรียกความเชื่อมั่น และมีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อเดินหน้าต่อได้

|