ผู้ถือหุ้นของ Intel แสดงความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 ของบริษัทซึ่งคาดว่าจะสูงกว่าหลายไตรมาสในช่วงที่ผ่านมา โดยคาดว่าแผนฟื้นฟูกิจการที่ลิป-บู ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ให้คำมั่นไว้ กำลังเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม การเร่งลงทุนก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก ช่วยหนุนความต้องการชิปเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิมของอินเทลไว้อย่างแข็งแกร่ง โดยความสนใจของนักลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังซีอีโอคนใหม่ เดินหน้าจัดโครงสร้างการลงทุนครั้งใหญ่หลายดีลในปีที่ผ่านมา ท่ามกลางราคาหุ้นที่เคยร่วงหนักในปี 2024 จากความผิดพลาดด้านการบริหารต่อเนื่องหลายปี รวมถึงแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI ที่ล้มเหลว ส่งผลให้ Intel สูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง และต้องปรับลดพนักงานหลายพันตำแหน่ง ราคาหุ้นอินเทลปรับตัวขึ้นถึง 84% ในปี 2025 แซงหน้าดัชนีอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 42% อย่างชัดเจน ขณะที่บริษัทเตรียมรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 หลังตลาดปิดในวันพฤหัสบดีนี้ โดยงบดุลของ Intel ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจากเงินลงทุน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก Nvidia และอีก 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก SoftBank รวมถึงการถือหุ้นของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ลิป-บู ตัน ในการปรับโครงสร้างกลยุทธ์ด้านการผลิตและ AI ของบริษัท นอกจากนี้ ลิป-บู ตัน ยังได้ยกเครื่องกระบวนการผลิตชิป และปรับลดโครงสร้างการบริหารที่มองว่าไม่สะดวกเกินไป โดยริวตะ มากิโนะ นักวิเคราะห์จาก Gabelli Funds กล่าวว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ผู้คนมองบวกต่อบริษัทมากที่สุดในรอบหลายไตรมาส แรงหนุนเชิงบวกในระยะสั้นเอื้ออย่างมาก ผมคิดว่าจะเห็นการปรับขึ้นราคาซีพียูเซิร์ฟเวอร์อย่างน้อยระดับ 2 หลักในปี 2026” 
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา บริษัทนายหน้าซื้อขายอย่างน้อย 10 แห่ง ได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายหรือคำแนะนำการลงทุนในหุ้นอินเทล สะท้อนความคาดหวังที่สูงขึ้นต่อแนวโน้มของบริษัท ขณะที่ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า อินเทลมีแนวโน้มรายงานรายได้ธุรกิจศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% เป็น 4.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสที่สิ้นสุดเดือนธ.ค. โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าว มาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ที่เร่งลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลขั้นสูง ซึ่งยังต้องพึ่งพาชิปเซิร์ฟเวอร์และซีพียูของอินเทล ควบคู่กับจีพียูจากผู้ผลิตอย่าง Nvidia ขณะเดียวกัน ยอดขายในหน่วยธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของ Intel คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.5% เป็น 8.21 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี เส้นทางฟื้นฟูของ Intel ยังอีกยาวไกล หลังบริษัทสูญเสียส่วนแบ่งตลาดพีซีให้กับคู่แข่งอย่าง AMD และ Arm อย่างต่อเนื่อง และอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากอุปสงค์พีซีที่อ่อนตัวลง หลังการขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลก ที่ทำให้ราคาต้นทุนแล็ปท็อปเพิ่มสูงขึ้น ด้านนักวิเคราะห์ของ UBS ระบุว่า แม้ยังคงมองบวกต่อความต้องการศูนย์ข้อมูล แต่เชื่อว่าอุปสงค์พีซีอาจชะลอลง เนื่องจากหน่วยความจำคิดเป็น 25% ถึง 30% ของต้นทุนการผลิตพีซี โดย UBS คาดว่าการจัดส่งพีซีทั่วโลกในปี 2026 จะหดตัว 4% จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะเติบโตกว่า 3% อย่างไรก็ตาม อินเทลหวังว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มชิปรุ่นใหม่ จะช่วยอุดช่องว่างที่สูญเสียไป โดยบริษัทเริ่มจัดส่งชิปพีซีรุ่น “Panther Lake” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 18A อันเป็นหัวใจสำคัญของบริษัท แตกต่างจากชิปรุ่นก่อนหน้าที่ส่วนใหญ่ผลิตโดย TSMC ทั้งนี้ ชิปที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 18A ที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับส่งมอบลูกค้า ยังมีเพียงเล็กน้อย แม้ Intel จะยืนยันว่าอัตราผลผลิต หรือจำนวนชิปที่ใช้งานได้ต่อแผ่นเวเฟอร์ กำลังปรับตัวดีขึ้นทุกเดือน ซึ่งภายใต้แรงกดดันจากอัตราผลผลิตที่ยังต่ำ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับแล้วของอินเทล คาดว่าจะลดลงราว 6 จุดเปอร์เซ็นต์ เหลือ 36.5% ในไตรมาสเดือนธ.ค. ที่มา Reuters 
|