ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เตรียมประกาศยุบสภาในวันที่ 23 ม.ค. นี้ โดยคาดว่าจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ. ด้านนักวิเคราะห์มองว่า การตัดสินใจของผู้นำญี่ปุ่นในครั้งนี้เพราะหวังใช้แต้มต่อจากคะแนนนิยมที่อยู่ในระดับสูงมาก เพื่อทวงคืนเสียงข้างมากในสภาฯ ให้กับพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ทาคาอิจิระบุว่า จะยุบสภาในการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญในวันศุกร์นี้ โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนจะเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จำนวน 289 คน และอีก 176 คนจากระบบบัญชีรายชื่อ การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทาคาอิจิรับตำแหน่งเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่การหาเสียงเลือกตั้งพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) จะต้องเผชิญกับพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเพิ่งรวมตัวกันเป็นพันธมิตรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เจอรัลด์ เคอร์ติส ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ว่า “เหตุผลที่เป็นไปได้เพียงอย่างเดียวที่ทาคาอิจิจะจัดการเลือกตั้ง หลังรับตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน คือความเชื่อมั่นว่า พรรค LDP จะสามารถคว้าเสียงข้างมากได้อย่างเบ็ดเสร็จ ความนิยมของทาคาอิจิน่าจะมาจากหลายปัจจัย ทั้งการเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ภาพลักษณ์ของผู้นำที่เด็ดขาดและมีความมั่นใจ รวมถึงการที่เธอได้รับอานิสงส์จากกระแสสังคมญี่ปุ่นที่ขยับไปทางขวามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ภารกิจของทาคาอิจินั้นยังต้องเผชิญกับความซับซ้อนขึ้น หลังพรรคฝ่ายค้านใหญ่สุดอย่าง พรรคประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น (CDP) และพรรคโคเมโตะ ซึ่งถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่ทาคาอิจิจะขึ้นดำรงตำแหน่ง ได้จับมือกันจัดตั้งพรรคใหม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในนามกลุ่ม Centrist Reform Alliance เพื่อท้าทายพรรค LDP ซึ่งกำลังขยับจุดยืนไปสู่แนวคิดชาตินิยมและอนุรักษนิยมมากขึ้น ทั้งด้านความมั่นคง ประเด็นสังคม และนโยบายต่อชาวต่างชาติ การแข่งขันอาจออกมาใกล้เคียงกว่าที่คาด หากคะแนนเสียงจากองค์กรทางศาสนา ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคโคเมโตะและสนับสนุนพรรค LDP ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เปลี่ยนไปสนับสนุนพรรคใหม่แทน ทางด้านเลขาธิการพรรค CDP และโคเมโตะ ประกาศจุดยืนร่วมกันว่า พรรคใหม่จะให้ความสำคัญกับประชาชนทั่วไปเป็นอันดับแรก พร้อมลดภาษีการบริโภคสินค้ากลุ่มอาหารลงเหลือ 0% เป็นการถาวร จากปัจจุบันอยู่ที่ 8% โดยจะระบุแหล่งเงินสนับสนุนอย่างชัดเจน ซึ่งอาจรวมถึงรายได้จากการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ขณะเดียวกัน ทั้งสองพรรคยังแสดงความกังวลต่อนโยบายการคลังแบบขยายตัวของทาคาอิจิ อย่างไรก็ดี เคอร์ติสมองว่า พรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นอาจไม่ส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ “การเน้นจุดยืนสายกลางอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่ต้องการผู้นำที่กล้าตัดสินใจ เพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิต ปฏิรูปการศึกษา เพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และนำเสนอภาพอนาคตที่เปี่ยมด้วยความหวัง” ที่มา Nikkei Asia 
|