ธปท. ยอมรับเศรษฐกิจไทยปีนี้ชะลอตัว คาดขยายตัว 1.5% จากปี 68 ที่ 2.2% หลังการส่งออกและการท่องเที่ยวแผ่ว และการใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง เหตุงบประมาณล่าช้า 1 ไตรมาส พร้อมมองเงินเฟ้อติดลบยาว แต่ยังไม่ใช่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 4/2568 ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันด้อยลงอย่างต่อเนื่อง
โดยการส่งออกที่ดีไม่ได้เป็น engine of growth ได้เหมือนในอดีต เทียบกับประเทศอื่นๆ ในขณะที่นักท่องเที่ยวมาไทยลดลง ขณะที่ไปประเทศคู่แข่งสำคัญในเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและสูงกว่าช่วงก่อนโควิดแล้ว อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้า ปัญหาเชิงโครงสร้าง และ การแข่งขันที่สูง จึงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยให้มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และ ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอลงจากภาคการผลิตส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราว จำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ลดลง และ สถานการณ์อุทกภัย ในขณะที่ปี 2569 เศรษฐกิจชะลอลงจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ การส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้า แรงส่งจากภาครัฐที่แผ่วลงตามงบประมาณ ปี 2570 ที่ล่าช้าจากการยุบสภา ขณะที่ภาคท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว และ ปี 2570 คาดเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวแต่ยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ จากแรงส่งภาครัฐที่กลับมา และ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่สูง "จีดีพีปี 69 คาดเติบโต 1.5% จากปี 68 ที่ 2.2% และ ปี 70 คาด 2.3% โดยมีประเด็นที่ต้องติดตาม ทั้งมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และ การปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ"นายสักกะภพ กล่าว สำหรับการบริโภคมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงสอดคล้องกับแนวโน้มรายได้แรงงาน โดยการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง และ การบริโภคยังถูกกดดันจากรายได้ที่เติบโตต่ำ และ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มชะลอลงจากทั้งกรอบงบประมาณปี 2570 ที่ล่าช้าราว 1 ไตรมาส แต่จะไปเร่งในไตรมาสถัดไป ซึ่งการใช้จ่ายภาครัฐในระยะยาวมีแนวโน้มชะลอลงตาม fiscal consolidation เพื่อให้หนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่ยั่งยืน 
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่่าจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัด โดยความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่่า สะท้อนจากเครื่องชี้แนวโน้มราคาไปข้างหน้าที่ทรงตัว รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในครึ่งแรกของปี 2570 "เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะราคาพลังงานและอาหารสด ขณะที่แรงกดดันด้านอุปสงค์มีจำกัด โดยข้อมูลเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ทั้งปี 68 ที่กระทรวงพาณิชย์รายงานล่าสุดอยู่ที่ -0.14% แม้ว่า CPI จะติดลบต่อเนื่อง 4 ไตรมาส แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังต่ำ สะท้อนจากเครื่องชี้แนวโน้มราคาในระยะข้างหน้าทรงตัว รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% โดยคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบในช่วงครึ่งแรกของปี 70" นายสักกะภพ กล่าว ทางด้านภาวะการเงินนั้น จากการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% จากการประชุมล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.68 เนื่องจากต้องการให้ภาวะการเงินผ่อนคลายลง และ ทำให้เกิดความมั่นใจว่า ภาวะการเงินโดยรวมจะเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ตลอดจนนโยบายการเงินจะเป็นตัวช่วยเสริมประสิทธิผลมาตรการการเงิน และ นโยบายอื่น ๆ ของภาครัฐที่ทยอยออกมา โดยเชื่อว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว เนื่องจากภาคธุรกิจ และ ครัวเรือน ยังคงระมัดระวังในการก่อหนี้ และ การลงทุน ตลอดจนสถาบันการเงินก็มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ 
|