รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณ 95,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. ลดลง 34,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้จากภาษีศุลกากร หากปรับผลตามความคลาดเคลื่อนของปฏิทิน การขาดดุลเดือนม.ค. จะอยู่ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 52,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 63% จากเดือนม.ค. 2025 ขณะที่รายได้ของรัฐบาลในเดือนม.ค. อยู่ที่ 560,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 47,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 9% จากปีก่อน ส่วนรายจ่ายรวมอยู่ที่ 655,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 2% ในช่วงสี่เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 (เริ่ม 1 ต.ค. 2025) สหรัฐฯ ขาดดุลสะสมอยู่ที่ 697,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 143,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 17% จากช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2025 โดยรายได้สะสมอยู่ที่ 1.785 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 188,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 12% จากปีก่อนหน้า ขณะที่รายจ่ายสะสมอยู่ที่ 2.482 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 46,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 2% กระทรวงการคลังยังเผยว่า ทั้งรายได้และรายจ่ายทำสถิติสูงสุดในเดือนม.ค. รวมถึงในช่วงสี่เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 แต่การขาดดุลไม่ได้ทำสถิติใหม่ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขาดดุลในเดือนม.ค. และยอดขาดดุลสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณลดลง คือรายได้สุทธิจากภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยรายได้จากภาษีศุลกากรในเดือนม.ค. อยู่ที่ 27,700 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับเดือนธ.ค. 2025 แต่ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยราว 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนในช่วงปลายปีที่ผ่านมาเล็กน้อย ทั้งนี้ รายได้จากภาษีศุลกากรอยู่ที่เพียง 7,300 ล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. 2025 ซึ่งเป็นเดือนที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งก่อนประกาศมาตรการภาษี สำหรับช่วงตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ รายได้สุทธิจากภาษีศุลกากรอยู่ที่ 117,700 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 28,200 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ปัจจัยที่ช่วยลดการขาดดุลยังมาจากรายจ่ายดอกเบี้ยของกระทรวงการคลังต่อหนี้สาธารณะ ที่ลดลง 12,000 ล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ 72,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. ที่มา Reuters 
|