ทริสเรทติ้งยืนยันความเชื่อมั่น “บี.กริม เพาเวอร์” คงเครดิต "A" แนวโน้ม "Stable"
สะท้อนกระแสเงินสดแข็งแกร่งจากโรงไฟฟ้าหลากหลายโครงการทั่วโลก
ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร “บี.กริม เพาเวอร์” ที่ระดับ “A” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันที่ระดับ “A-” พร้อมคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน ไว้ที่ระดับ “BBB+” พร้อมมองแนวโน้มอันดับเครดิตอยู่ที่ระดับ “Stable”
นางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งานการเงินและบัญชี บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ที่ระดับ “A” พร้อมคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันที่ระดับ “A-” และหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุนที่ระดับ “BBB+” โดยให้แนวโน้มอันดับเครดิตอยู่ที่ระดับ “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอจากฐานสินทรัพย์โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และมีการกระจายตัวดี ทั้งในด้านประเภทเชื้อเพลิงและพื้นที่การลงทุนในหลายภูมิภาค
นอกจากนี้ ยังได้แรงหนุนจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีความน่าเชื่อถือ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความแน่นอนของการสร้างรายได้ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) (อันดับเครดิต “AAA/Stable”) ยังคงเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายหลัก คิดเป็นประมาณ 65% ของรายได้รวม ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในประเทศ คิดเป็นประมาณ 25% ของรายได้รวม และส่วนที่เหลือมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในหลายภูมิภาค ตลอดจนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมซึ่งเป็นธุรกิจหลัก
ด้านสถานะความเสี่ยงด้านธุรกิจของ บี.กริม เพาเวอร์ อยู่ในระดับแข็งแกร่ง จากความเชี่ยวชาญในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมมาอย่างยาวนานและฐานลูกค้าที่หลากหลาย นอกจากนี้ ยังขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการที่พัฒนาใหม่ (Greenfield) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมและพลังงานหมุนเวียน ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 บริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการมากกว่า 60 โครงการทั่วโลก กำลังการผลิตตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของรวม 2,890 เมกะวัตต์ ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของประเทศไทย โดยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนอันดับเครดิต ด้วยกำลังการผลิตตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของรวม 1,798 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 62% ของกำลังการผลิตทั้งหมด โดยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของบริษัทตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 8 แห่งในประเทศไทย
ปัจจุบัน บี.กริม. เพาเวอร์ อยู่ในช่วงการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยยังมีโครงการระหว่างการพัฒนาจำนวนมาก โดยเน้นกระจายการลงทุนไปยังโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์โครงการใหม่ และการลงทุนเชิงกลยุทธ์ โดยมีโครงการสำคัญที่เพิ่มเข้ามา ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยและฟิลิปปินส์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเกาหลีใต้ รวมถึงการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำพร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ประมาณ 194 เมกะวัตต์
นางสาวศิริวงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทิศทางจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างขยายการลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพลังงานหมุนเวียน โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนมากกว่า 50% ของสินทรัพย์โรงไฟฟ้า เพื่อบรรลุเป้าหมายกำลังการผลิตรวม 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการลงทุนในต่างประเทศที่มีความหลากหลาย รวมถึงโครงการในประเทศภายใต้โครงการพลังงานหมุนเวียนของภาครัฐ นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งขยายการลงทุนไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล อาทิ โครงการดาต้าเซนเตอร์ สำหรับลูกค้า Hyperscale ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้มากยิ่งขึ้น
โรงไฟฟ้าของบริษัทมีความพร้อมในการดำเนินงานในระดับสูง โดย สะท้อนจากดัชนีความพร้อม (Availability Factor) ในปี 2568 อยู่ในช่วง 91%-100% ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และยังมีอัตราการใช้เชื้อเพลิง (Heat Rate) ที่ดีกว่าที่กำหนดไว้ในหลายโครงการ สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดี ปัจจัยกดดันอันดับเครดิตยังคงมาจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากบริษัทมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยทริสเรทติ้งคาดว่าช่วงปี 2569-2571 บริษัทจะมีเงินลงทุนรวมสูงสุดประมาณ 2.45 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้หนี้สินทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง 1.07-1.09 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา ทั้งจากการก่อสร้างล่าช้าจากกำหนด ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ อัตราแลกเปลี่ยน และสภาวะตลาดในต่างประเทศ อย่างไรก็ดีทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะบริหารจัดการภาระหนี้สินผ่านมาตรการบรรเทาความเสี่ยงหลายประการ ซึ่งรวมถึงการคัดเลือกการลงทุนอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ที่พร้อมดำเนินงานและสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที รวมถึงการพิจารณาการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด (Asset Monetization) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ฐานะการเงินหากมีความจำเป็น นอกจากนี้บริษัทยังคงมีสภาพคล่องอยู่ในระดับเพียงพอโดยมีเงินสดในมือประมาณ 2.42 หมื่นล้านบาท ณ เดือนธันวาคม 2568 และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน แหล่งเงินดังกล่าวรวมกันถือเป็นฐานรองรับที่เพียงพอสำหรับภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระและแผนการใช้เงินลงทุนในอนาคต
ด้านแนวโน้มผลการดำเนินงาน ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากโครงการใหม่จะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และ EBITDA มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาทภายในปี 2571 แม้ยังต้องเผชิญความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงในปี 2569 ก่อนปรับลดลงในปีถัดไป