ราคาทองคำและโลหะมีค่าที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ ทำให้นักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่อิตาลี มีสิทธิ์ได้ครอบครองเหรียญรางวัลที่มีมูลค่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกยุคใหม่ นับตั้งแต่โอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงปารีสเปิดฉากเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2024 ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับขึ้นราว 110% แตะประมาณ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาเงินพุ่งขึ้นราว 180% ใกล้ระดับ 78 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่งผลให้มูลค่าหลอมขาย (Melt value) ของเหรียญทองโอลิมปิกปีนี้ อยู่ที่ราว 2,300–2,500 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ขณะที่มูลค่าดังกล่าวของเหรียญเงินอยู่ที่ราว 1,400 ดอลลาร์ เหรียญทองแต่ละเหรียญมีน้ำหนักประมาณ 506 กรัม (ราว 17.5 ออนซ์) แต่มีทองคำบริสุทธิ์เพียง 6 กรัมเท่านั้น ตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) เหรียญทองต้องมีส่วนประกอบเป็นเงินอย่างน้อย 92.5% และชุบทองขั้นต่ำ 6 กรัม (ประมาณ 0.2 ออนซ์) ทองคำส่วนนี้มีมูลค่ากว่า 1,000 ดอลลาร์ ส่วนแกนเงินมีมูลค่าขั้นต่ำ 1,300 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาในแต่ละวัน ทั้งนี้ กีฬาโอลิมปิกไม่ได้ใช้เหรียญทองคำแท้ทั้งเหรียญมาตั้งแต่การแข่งขันที่สตอกโฮล์ม เมื่อปี 1912 ส่วนเหรียญเงินนั้น มีส่วนผสมของโลหะเงินประมาณ 500 กรัม ขณะที่เหรียญทองแดง ซึ่งทำจากทองแดงเป็นหลัก น้ำหนักประมาณ 420 กรัม มีมูลค่าโลหะเพียง 5–6 ดอลลาร์ตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปัจจุบัน ราคาทองคำและเงินปรับตัวขึ้นแรงตลอดปีที่ผ่านมา จากกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แม้จะมีความผันผวนและแรงขายทำกำไรเป็นระยะ แต่ราคายังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในประวัติการณ์ ด้านนักวิเคราะห์จาก Virtus Investment Partners ให้ความเห็นว่า “ปัจจัยพื้นฐานและแรงหนุนการลงทุนในทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการด้อยค่าของค่าเงินยังคงปรากฏอยู่ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกกลับมาเป็นผู้ซื้อทองคำอีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งแรงเทขายโลหะมีค่าเป็นผลมาจากการเก็งกำไรที่มากเกินไป ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานแต่อย่างใด ในสัปดาห์นี้ ราคาทองคำและโลหะมีค่าเริ่มทรงตัวหลังจากปรับลดลง โดยนักลงทุนกำลังประเมินสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ ที่ลดลง ซึ่งสะท้อนเสถียรภาพของตลาดแรงงาน ก่อนการประกาศดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันนี้ ที่มา CNBC 
|