“เอกนิติ” มั่นใจเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 โตไม่ต่ำกว่า 1% ดันทั้งปีเกิน 2% แม้ยุบสภา-การเมืองผันผวน ยอมรับเสียดายนโยบายใหม่เดินหน้าต่อไม่ได้ แต่หวัง คนละครึ่งพลัสเฟส 2 กกต.ไฟเขียว ขณะที่บาทแข็งค่า ให้เป็นหน้าที่ธปท.ดูแล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการเสวนา Rubuilding Confidence , Rubuildind Thailand เส้นทางสู่เศรษฐกิจที่แข็งแรงและยั่งยืน ว่า นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาฯไปแล้วเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจไทยต้องเดินต่อ แม้จะมีความผันผวนทางการเมือง เศรษฐกิจ และวิกฤติต่างๆ ที่จะมีมากขึ้น แต่ประเทศไทยจะต้องเดินต่อไปให้ได้ ทั้งนี้ มั่นใจว่า จากนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการมาทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมาจะทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 1% อย่างแน่นอน และจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 2% ได้อย่างแน่นอน
 สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัวได้ดี มาจากการบริโภคภายในประเทศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านคนละครึ่งพลัส ที่ช่วยสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอย ขณะที่ช่วงสุญญากาศทางการเมืองนั้น ตอนนี้ ยอมรับว่า นโยบายใหม่ไม่สามารถดำเนินการได้เลย ยกเว้นนโยบายที่ได้ผ่านการอนุมัติไปก่อนหน้านี้ เช่น การปิดหนี้ไวไปต่อได้ มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี เป็นต้น ขณะที่มาตรการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ในวันนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี จะเข้าไปหารือกับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้เตรียมไว้พร้อมแล้ว ขณะที่ TISA คงไม่สามารถดำเนินการต่อได้ “การยุบสภาเราทราบกันอยู่แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น นายกฯ ประกาศตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งว่าจะยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 2569 แต่วันนี้มีเหตุที่ทำให้ต้องประกาศเร็วขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้เราแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้เดิม แต่ระยะเวลามันสั้นลง ในการขับเคลื่อนนโยบายใหม่ๆ หลายอันเสียดาย ไม่ว่าคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่ไม่สามารถดำเนินการได้”นายเอกนิติ กล่าว ด้านสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นวันนี้ ยอมรับว่า ได้คุยกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว โดยเรื่องนี้ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น โดยวันนี้ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเกิดจากการเงินของโลกที่มันผันผวน โดยสหรัฐฯได้ลดดอกเบี้ย แน่นอนว่าทำให้เงินไหลจากที่ต่ำมาที่สูง และได้หารือกับผู้ว่าธปท.ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งธปท.มีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินในเรื่องนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามยืนยันว่าทำงานประสานกัน และมองว่า ค่าเงินบาทที่แข็งเกินไปจะกระทบและรับไม่ได้ แต่เคารพในอิสระนโยบายการเงิน “โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมันรับได้ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมันเป็น based-export ที่เน้นการส่งออก ดังนั้นจึงมองว่าการแข็งค่าของเงินบาทเป็นสิ่งที่รับไม่ได้”นายเอกนิติ สำหรับการดำเนินงานของรัฐบาลที่ผ่านมานั้น ได้ออกแบบนโยบาย ภายใต้การคำนึงถึงเหตุการณ์ยุบสภาไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการทำนโยบายจึงเป็น นโยบาย Quick Big Win และยืนยันว่า ที่ผ่านมา ในสายเศรษฐกิจ เราทำเสร็จหมดแล้วแม้จะไม่ 100% เพราะฉะนั้น เชื่อว่านโยบายต่างๆที่ดำเนินการมา จะเป็นแรงขับเคลื่อนในช่วงเปลี่ยนผ่าน ให้เศรษฐกิจไปสู่อนาคตได้ อย่างน้อย จะขับเคลื่อนความเชื่อมั่นสู่อนาคตได้ “วันที่เข้ามารับตำแหน่ง เราเข้าใจภาพนี้ หลักการของ กระตุ้นสั้น คือต้องการ ฟื้นเศรษฐกิจไทยระยะสั้นให้ได้ในไตรมาส 4 ไม่ให้เศรษฐกิจติดลบ และให้ผลยาว ไม่ใช่แค่การแจกเงินแล้วจบ หรือลดค่าครองชีพ แต่ให้ได้ผลยาว ซึ่งเป็นที่มาของ Upskill Reskill และให้กระจายตัวทั่วประเทศ และส่งผลต่อเนื่องระยะยาว แม้จะยุบสภาเร็วขึ้น แต่นโยบายเศรษฐกิจที่วางรากฐานไว้แล้ว จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้ เสียดายที่เวลาสั้นกว่าที่คิด และความต่อเนื่องทำให้ไม่สามารถออกนโยบายใหม่ได้แล้ว”นายเอกนิติ กล่าว สำหรับนโยบายที่รัฐบาลได้ดำเนินการผ่าน 5 เสา ดังนี้ เสาที่ 1 นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ คนละครึ่งพลัส ลดรายจ่าย ช่วยให้กระจายตัวให้กับทุกร้านค้ารายย่อย เพื่อต้องการให้ร้านค้าในตลาดมีโอกาสได้รับผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมทำให้เสริมทักษะความรู้แก่ร้านค้าด้วย ซึ่งสิ่งที่ดำเนินการนั้น ผลคือ ความคึกคักในการจับจ่ายใช้สอย เสาที่ 2 การแก้ไขปัญหาหนี้เสียภาคครัวเรือน ผ่านการซื้อหนี้เสียเข้ามาบริหารจัดการ ผ่านกลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยเป็นการทำนโยบายร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยการโอนหนี้ที่ต่ำกว่า 100,000 บาทไปยัง AMC ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ค้างชำระมีโอกาสปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระเงินต้น ลดภาระดอก และขยายเวลาการชำระ ซึ่งไม่ใช่ช่วยอย่างเดียวแต่เป็นการชุบชีวิตให้ด้วย ซึ่งนโยบายออกแบบมาเพื่อระยะยาวด้วย ซึ่งเฟสแรกมีเป้าหมาย 2 ล้านคน และเฟส 2 จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4 ล้านคน เสาที่ 3 การเพิ่มสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี โดยเอสเอ็มอีสภาพคล่อง ซึ่งภาครัฐมีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ ซอฟต์โลน ซึ่งจะใช้กลไกของ บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดกล่งและขนาดย่อม เข้ามาช่วยค้ำประกัน และร่วมกับสมาคมธนาคารไทย และธปท. โดยจะตั้งกองทุนใหม่ เพื่อเข้ามาช่วยดูแลค้ำประกัน รวมถึงการลดหย่อนภาษีพี่ช่วยน้อง และโครงการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลเร็ว ผ่าน Fast Track ซึ่งจะทำให้ SMEs เกือบ 20,000 ราย จำนวน 60,000 ล้านบาท ได้คืนภาษีเร็วขึ้น เสาที่ 4 เรื่องการออม ยอมรับว่ายังทำไม่เสร็จ 100% แต่สิ่งที่ดำเนินการมา โครงการพันธบัตรออม Plus เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนที่มั่นคงผ่านพันธบัตรรัฐบาล ราคาขั้นต่ำ 1,000 บาท โดยจะดำเนินการออกทุกเดือน ขณะที่ประกันชีวิตแบบบำนาญ โดยปัจจุบันซื้อแล้วได้ลดหย่อน 200,000 บาท โดยล่าสุดได้แก้เกณฑ์ สามารถได้เงินก้อนแรก 30% ทันทีของเงินเอาประกัน ทำให้ประชาชนสามารถรับเงินก้อนเมื่อเริ่มรับบำนาญได้ เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการออมระยะยาวมากขึ้น เสาที่ 5 คือการลงทุนเพื่ออนาคต วันนี้ ในฐานะกำกับดูแล BOI โดยรัฐบาลได้ดำเนินการมาตรการ Thailand FastPass เพื่อตอบสนองต่อการลงทุน โดยครม.ได้อนุมัติในเรื่องดังกล่าวไปแล้ว เพื่อเร่งรัดให้โครงการลงทุนทีได้รับการส่งเสริมแล้ว สามารถลงทุนจริงได้เร็วขึ้น โดยคาดว่าในปีหน้าจะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 170,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการเหล่านี้ต้องมีการลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 20% ภายใน 6 เดือน นอกจากนี้ บอร์ด BOI ยังได้อนุมัติโครงการลงทุนใหม่ล่าสุดเพิ่มอีก 15 โครงการ มูลค่ากว่า 240,000 ล้านบาท โดยเป็นการดาต้าเซ็นเตอร์กว่า 11 โครงการ รวมมูลค่า 184,740 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนระลอกใหญ่นี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการขยายขีดความสามารถด้านดิจิทัลของไทย ทั้งนี้ หากนับรวมโครงการที่รับอนุมัติแล้ว และโครงการที่อยู่ระหว่างการเร่งรัดผ่าน FastPass ปัจจุบันมีเม็ดเงินลงทุนที่กำลังจะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากกว่า 700,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569-2570 ขณะที่ฐานะทางการคลัง โดยแผนการคลังระยะปานกลาง มีแผนที่ชัดเจน ซึ่งตั้งเป้าหมายให้ขาดดุลการคลังให้ลงมาเหลือไม่เกิน 3% ภายในปี 2572 จากปัจจุบันอยู่ที่ 4.4% รวมถึงได้ออกแนวทางกำกับการใช้มาตรา 28 วินัยการเงินการคลัง เน้นย้ำการใช้เงินของภาครัฐ กรณีขอรับเงินสนับสนุนเป็นงบกลาง ว่าต้องไม่ซ้ำซ้อนภาระหน้าที่ และที่สำคัญเป็นการทำความเข้าใจ นโยบายบางลักษณะไม่สามารถดำเนินการได้แล้ว เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้สอบถามนายเอกนิติ ว่าได้รับการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในนามของพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่ ในเรื่องนี้ นายเอกนิติได้แต่ยิ้มรับเท่านั้น 
|