กรุงปักกิ่งประกาศผ่อนคลายหลักเกณฑ์การซื้อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีทะเบียนบ้านในพื้นที่เพิ่มเติม นับเป็นความพยายามล่าสุดในการพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เผชิญภาวะซบเซามาอย่างยาวนาน ตามประกาศของทางการกรุงปักกิ่ง ระบุว่า เมืองหลวงของจีน จะปรับลดเพดานจำนวนปีที่ผู้ซื้อจำเป็นต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือเงินประกันสังคม ก่อนที่จะมีสิทธิ์ซื้อบ้านลงจากข้อกำหนดเดิม แม้มาตรการดังกล่าว ยังไม่ถึงขั้นยกเลิกข้อจำกัดให้กับผู้ซื้อทั้งหมด แต่ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของมาตรการเชิงค่อยเป็นค่อยไป ที่มุ่งรักษาเสถียรภาพตลาดที่อยู่อาศัย โดยต่อยอดจากการออกมาตรการเพื่อแก้วิกฤตระดับประเทศ ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนพ.ค. ปีที่แล้ว ขณะที่ยอดขายและราคาบ้าน ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ไตรมาส 2 
สำหรับครัวเรือนที่ไม่ได้มีทะเบียนบ้านในกรุงปักกิ่งและต้องการซื้อที่อยู่อาศัยภายในถนนวงแหวนรอบที่ 5 ซึ่งถือเป็นทำเลระดับพรีเมียม ระยะเวลาการชำระภาษีหรือเงินประกันสังคมจะถูกปรับลดจาก 3 ปี เหลือ 2 ปี ขณะที่การซื้อบ้านนอกถนนวงแหวนรอบที่ 5 จะลดเงื่อนไขจาก 2 ปี เหลือเพียง 1 ปี นอกจากนี้ กรุงปักกิ่ง ยังเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับครอบครัว โดยครัวเรือนที่มีบุตรตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มได้อีก 1 ยูนิต ภายในถนนวงแหวนรอบที่ 5 ขณะเดียวกัน ผู้ที่ขอสินเชื่อจากกองทุนเงินสะสมเพื่อที่อยู่อาศัย (Housing provident fund) เพื่อซื้อบ้านหลังที่ 2 จะได้รับการปรับลดอัตราเงินดาวน์ขั้นต่ำจากไม่น้อยกว่า 30% เหลือไม่น้อยกว่า 25% สัญญาณล่าสุดที่สะท้อนแรงกดดันในตลาดอสังหาริมทรัพย์จีน คือกรณีของไชน่า ว่านเค่อ (China Vanke) ซึ่งเฉียดภาวะผิดนัดชำระหนี้ในสัปดาห์นี้ ก่อนจะสามารถขอขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระตั๋วเงินมูลค่า 2,000 ล้านหยวน หรือราว 285 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ออกไปจนถึงวันที่ 28 ม.ค. ขณะที่ในระดับประเทศ รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งยังคงลังเลที่จะเข้าซื้อสต๊อกที่อยู่อาศัยที่ขายไม่ออกจากผู้พัฒนาโครงการ เนื่องจากกังวลเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ โรบิน ซิง นักเศรษฐศาสตร์จากมอร์แกน สแตนลีย์ คาดว่า รัฐบาลกลางอาจใช้มาตรการอุดหนุนเงินสด เพื่อเข้าซื้อบ้านที่มีอยู่แล้ว เพื่อนำไปแปลงเป็นที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา โดยซิงเสนอว่า กรุงปักกิ่งควรจัดสรรเงินราว 1 ล้านล้านหยวนต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อซื้อบ้านประมาณ 1.5 ล้านยูนิต โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณสินค้าคงค้างในตลาดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดในระยะต่อไป ที่มา Bloomberg 
|