กองทุน ETF ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นถือครองอยู่ ซึ่งมีมูลค่าตามราคาตลาดราว 95 ล้านล้านเยน (ประมาณ 615,000 ล้านดอลลาร์) ถูกเสนอเป็นหนึ่งในแหล่งเงินทุน เพื่อใช้สนับสนุนนโยบายลดภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าในหมวดอาหาร หลังรัฐบาลญี่ปุ่นนำโดย ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งผลักดันนโยบายนี้ ชนะการเลือกตั้ง ขณะที่พรรคแนวร่วมปฏิรูปสายกลาง (Centrist Reform Alliance - CRA) ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน เสนอให้จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปจากการลดภาษีดังกล่าวเป็นศูนย์ โดยพรรคโคเมโตะซึ่งเป็นหนึ่งในแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน เสนอให้นำ ETF ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ถือครองไว้ มารวมในกองทุนดังกล่าว ยูอิจิโร ทามากิ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (DPP) ระบุว่า หาก BOJ เร่งขาย ETF ให้เร็วขึ้น จะช่วยเพิ่มเงินที่โอนเข้าคลัง ซึ่งตามแผนปัจจุบันคาดว่าจะใช้เวลานานกว่าหนึ่งร้อยปีในการขาย ETF ซึ่งประเด็นการนำ ETF มาใช้นั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันในพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ขณะที่ BOJ มองว่า การจัดการทยอยจำหน่ายสินทรัพย์ที่สะสมมาจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินควรเป็นไปตามแผนของธนาคารกลางเอง โดยปราศจากอิทธิพลทางการเมือง ณ เดือนก.ย. ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีกำไรที่ยังไม่รับรู้จากการถือครองกองทุน ETF ราว 46 ล้านล้านเยน และมีรายได้จากเงินปันผลมากกว่า 1 ล้านล้านเยนต่อปี ทำให้สินทรัพย์ส่วนนี้ถูกมองว่าเป็นแหล่งเงินสำคัญที่รัฐบาลอาจนำมาใช้ได้ ที่ผ่านมาเคยมีข้อเสนอให้รัฐบาลรับโอนสินทรัพย์ดังกล่าวตามมูลค่าทางบัญชี แต่แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และในที่สุด BOJ เลือกใช้แนวทางทยอยขาย ETF ออกอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามแผนปัจจุบัน BOJ มีเหตุผลที่ไม่ต้องการเร่งขาย ETF เพราะดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นทำให้ธนาคารต้องจ่ายดอกเบี้ยให้สถาบันการเงินที่ฝากเงินไว้กับ BOJ มากกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นในช่วงเดือนเม.ย.-ก.ย. แม้ช่วงดังกล่าว BOJ จะมีกำไรสุทธิ 1.7 ล้านล้านเยน แต่ในจำนวนนี้ถึง 1.5 ล้านล้านเยนมาจากเงินปันผลของ ETF หากไม่มีรายได้จาก ETF กำไรของธนาคารกลางแทบจะไม่เหลือเลย ที่มา Nikkei Asia 
|