ดาวโจนส์ปิดร่วง 267 จุด กลุ่มไพรเวทอิควิตี้ฉุดตลาด

รูป ดาวโจนส์ปิดร่วง 267 จุด กลุ่มไพรเวทอิควิตี้ฉุดตลาด

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 ก.พ. 69 7:08: น.

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลดลงในวันพฤหัสบดี (19 ก.พ.) จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มไพรเวทอิควิตี้ (Private equity) รวมถึงหุ้น Apple และ Walmart ที่อ่อนแรง อย่างไรก็ดี ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมช่วยจำกัดการลดลงไว้บางส่วน

 

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,395.16 จุด ลดลง 267.50 จุด หรือ -0.54%, ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,861.89 จุด ลดลง 19.42 จุด หรือ -0.28% และดัชนีแนสแดคปิดที่ 22,682.73 จุด ลดลง 70.91 จุด หรือ -0.31%

 

บรรยากาศการซื้อขายถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มไพรเวทอิควิตี้ หลัง Blue Owl Capital ประกาศขายสินทรัพย์มูลค่า 1,400 ล้านดอลลาร์ และระงับการไถ่ถอนหน่วยลงทุนของกองทุนหนึ่ง เพื่อบริหารจัดการหนี้และคืนเงินทุนให้ผู้ลงทุน ส่งผลให้หุ้นบริษัทดิ่งลง 6% และฉุดหุ้นในกลุ่มเดียวกันร่วงตาม โดยหุ้น Apollo Global Management, Ares Management, KKR & Co. และ The Carlyle Group ร่วงลง 1.9-5.2% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินเชื่อและความเสี่ยงต่อหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์

 

หุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI เผชิญความผันผวนต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จากความกังวลเรื่องมูลค่าที่สูงเกินไป และข้อสงสัยว่าการลงทุนมหาศาลใน AI จะแปลงเป็นรายได้และกำไรได้จริงหรือไม่ อุตสาหกรรมตั้งแต่ซอฟต์แวร์ไปจนถึงโลจิสติกส์ยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลว่าเครื่องมือ AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วอาจกระทบโมเดลธุรกิจรูปแบบเดิม

 

ด้านคีธ บูคาแนน นักวิเคราะห์จาก GLOBALT Investments ให้ความเห็นว่า “ตลาดกำลังประเมินว่า ธุรกิจใดจะได้รับผลกระทบจาก AI อย่างมีนัยสำคัญ เทคโนโลยีนี้พัฒนาไปเร็วมาก ความผันผวนอย่างในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ นักลงทุนเริ่มตระหนักว่า ไม่ใช่ทุกบริษัทจะเป็นผู้ชนะ และไม่ใช่ทุกความคาดหวังจะเกิดขึ้นจริง”

 

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่รายงานเมื่อคืนนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ลดลง 23,000 ราย สู่ระดับ 206,000 ราย (ปรับตามฤดูกาลแล้ว) ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 14 ก.พ. ขณะที่ผลสำรวจรอยเตอร์คาดการณ์ไว้ที่ 225,000 ราย จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงมากกว่าที่คาดไว้ สะท้อนว่าตลาดแรงงานกำลังมีเสถียรภาพมากขึ้น

 

ตลาดยังจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) วันนี้ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool บ่งชี้ว่าตลาดให้น้ำหนักราว 50% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนมิ.ย.

 

ดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานใน S&P 500 ปรับขึ้น 0.6% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่อาจลุกลาม หลังสหรัฐฯ เตรียมเสริมกำลังทหารในภูมิภาค ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มการเงินลดลง 0.9%

 

 

ภาพรวมหุ้นรายตัว

-หุ้น Apple ร่วง 1.4% และฉุดดัชนี S&P 500 มากที่สุด

-หุ้น Walmart ร่วง 1.4% หลังเผยประมาณการปีงบการเงิน 2027 อย่างระมัดระวัง แม้บริษัทจะประกาศแผนซื้อหุ้นคืนมูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์

-หุ้น Deere & Company ผู้ผลิตเครื่องจักรการเกษตร พุ่งขึ้น 11.6% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรทั้งปีและรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกดีกว่าคาด

 

-หุ้น Omnicom Group พุ่ง 15% หลังรายได้ไตรมาส 4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

-หุ้น Carvana ร่วงเกือบ 8% หลังเผยประมาณการกำไรไตรมาส 4 ต่ำกว่าเป้า

-หุ้น EPAM Systems ดิ่ง 17% เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังแนวโน้มธุรกิจไตรมาสแรก

 

ภาพรวมการซื้อขาย

-ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ค่อนข้างเบาบาง โดยจำนวนหุ้นที่มีการซื้อขายอยู่ที่ 16,400 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วัน ซึ่งอยู่ที่ 20,500 ล้านหุ้น

-ดัชนี S&P 500 มีจำนวนหุ้นลบ มากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 1.5 ต่อ 1 โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 27 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 6 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 62 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 146 ตัว

 

ที่มา Reuters

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju