หอการค้าไทย มองศก.ปี 69 โตจำกัด 1.6% แต่คาดครึ่งปีหลังฟื้น ชี้ท่องเที่ยวความหวังหลัก ขณะส่งออกช่วยประคองเศรษฐกิจ เสนอรัฐเร่งจัดอีเวนต์ ดึงนักท่องเที่ยวจีน–มาเลเซีย พร้อมพยุงค่าเงินบาท พร้อมมองเลือกตั้งรอบนี้เงินสะพัด 6 หมื่นลบ. รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า คาดเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ขยายตัวราว 1.6% โดยในช่วงไตรมาส 1-2 ของปี คาดอัตราการเติบโตของ GDP ราว 1% ปัจจัยสำคัญที่ยังพอคาดหวังได้คือภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการส่งออกน่าจะช่วยประคองภาพรวมเศรษฐกิจได้ และไม่น่าจะหดตัว พร้อมคาดเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีจะเริ่มฟื้นตัวและปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ เห็นว่าภาครัฐควรเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านการจัดกิจกรรมและอีเวนต์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดหลัก อาทิ จีนและมาเลเซีย ควบคู่กับการดูแลและพยุงภาคการส่งออกผ่านนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และไม่ให้แข็งค่าหลุดระดับ 31 บาท 
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากขึ้น พร้อมผ่อนคลายเงื่อนไขและลดอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ สำหรับช่วงการเลือกตั้ง มองว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 40,000-60,000 ล้านบาท โดยจะติดตามสัญญาณเศรษฐกิจไทยในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่าทิศทางเศรษฐกิจจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากได้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมระบุว่าพรรคการเมืองควรมีนโยบายและแนวทางที่ชัดเจนในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้มากกว่า 3% ภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนและค่อนข้างยากต่อการประเมิน ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าการค้าโลกในปีนี้จะชะลอตัว โดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่เพียง 2-4% ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ยังไม่พบสัญญาณที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนธันวาคม 2568 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากการยุบสภาและปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวได้ช้า ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 45.5 49.8 และ 60.5 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนพฤศจิกายน ที่อยู่ในระดับ 46.8 50.9 และ 61.9 ตามลำดับ การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจนแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่ออกมาเป็นรูปธรรมและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้า และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง
ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.2 เป็น 51.9 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ สงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน จากระดับ 36.5 เป็น 35.6 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน 61.5 มาอยู่ที่ระดับ 60.0 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองของไทยว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร และรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด ตลอดจนสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรหลังจากมีการเจรจาหยุดยิง 
|