หุ้น Microsoft ปิดดิ่งลง 10% ในวันพฤหัสบดี (29 ม.ค.) ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไป 357,000 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติการลดลงของมูลค่าตลาดมากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์หุ้นสหรัฐฯ หลังบริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ซึ่งบ่งชี้ว่า การใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การเติบโตของธุรกิจคลาวด์ชะลอตัวลง ครั้งล่าสุดที่ราคาหุ้น Microsoft ดิ่งแรงเกิดขึ้นเมื่อเดือนมี.ค. 2020 ขณะที่หุ้นซึ่งทำสถิติมูลค่าลดลงในวันเดียวรุนแรงที่สุด คือ Nvidia Corp. ซึ่งมูลค่าหายไป 593,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่ DeepSeek เปิดตัวโมเดล AI ต้นทุนต่ำ อย่างไรก็ดี การร่วงลงของหุ้น Microsoft ในครั้งนี้มีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของหุ้นกว่า 90% ในดัชนี S&P 500 ตามข้อมูลของบลูมเบิร์ก แรงกดดันยังลามไปยังหุ้นเทคโนโลยีตัวอื่น โดยหุ้น Alphabet และ Nvidia สูญมูลค่าตลาดไปกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย อย่างไรก็ตาม หุ้น Alphabet กลับมารีบาวด์ 0.7% ขณะที่ Amazon ปิดลบ 0.5% การเทขายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังขาที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนว่า เงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทุ่มให้กับ AI จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ โดยผลประกอบการของ Microsoft แสดงให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนในไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้น 66% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 37,500 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตราการเติบโตของธุรกิจคลาวด์ Azure ซึ่งนักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า แมทธิว มาลีย์ หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ Miller Tabak + Co. กล่าว เมื่อตลาดเริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นว่าMicrosoft อาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่แข็งแกร่งจากการทุ่มลงทุนด้าน AI ได้ จึงต้องประเมินราคาหุ้นใหม่ให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับมูลค่ายุติธรรมในอดีตมากขึ้น การร่วงลงของหุ้น Microsoft ครั้งนี้เป็นหนึ่งในครั้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของบริษัท นับตั้งแต่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเมื่อปี 1986 ซึ่งมีเพียงไม่กี่ครั้งที่หุ้นปรับตัวลงหนักกว่านี้ นั่นคือช่วง Black Monday ปี 1987, วิกฤตฟองสบู่ดอตคอม และช่วงการเทขายรุนแรงจากวิกฤตโควิด-19 ในปี 2020 ที่มา Bloomberg 
|