| OR คาดผลงาน Q2/69 อ่อนตัว รับช่วงโลซีซั่นธุรกิจ Mobility สวนทางธุรกิจ Lifestyle ยังเติบโตต่อเนื่อง แย้มราคาน้ำมันยังผันผวนสูง คาดเฉลี่ยปีนี้ระดับ 62-104 ดอลลาร์/บาร์เรล พร้อมชะลอธุรกิจในกัมพูชา หวั่นยอดขาย - EBITDA ลดลง นางสาววิไลวรรณ กาญจนกันติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านบริหารการเงิน บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยในงาน "Earnings Call" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้ แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/69 ปกติเป็นไตรมาสที่ผลงานย่อตัวลงและเป็นช่วงโลซีซั่นด้วย แต่ภาพรวมทั้งปีนี้มองว่าค่าการตลาดของธุรกิจ Mobility เฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ในระดับ 1.00 บาทต่อลิตร ขณะที่ธุรกิจ Lifestyle ซึ่งหลักๆอยู่ในร้าน Cafe Amazon และร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆยังเติบโตต่อเนื่องทั้งจำนวนสาขาและการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จึงคาดว่า EBITDA จะอยู่ที่ระดับ 28-30% เช่นเดิม ส่วนธุรกิจ EV ก็เริ่มถึงจุดคุ้มทุนและมีกำไรบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามถือว่ายังมีสัดส่วนยังไม่มากเมื่อเทียบกับพอร์ตรวม โดยมองทิศทางราคาน้ำมันปีนี้ยังมีความผันผวนสูง จึงประเมินราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบปีนี้เฉลี่ยที่ 62-104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ยระดับ 69.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทั้งนี้ภาพรวมของเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อ OR โดยเฉพาะด้านกลุ่มธุรกิจ Mobility ที่ตัวเลข GDP ปรับเพิ่มขึ้นไม่เยอะมาก จึงทำให้วอลุ่มฯการใช้น้ำมันคาดว่าจะเป็นลักษณะทรงตัวและมาร์จิ้นน่าจะไม่สูงมากนัก อย่างไรก็ตามยังโอกาสจากธุรกิจสถานีชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger) ที่มีรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้ผลประกอบการธุรกิจ EV Charger เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ด้านกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้คนอาจไม่ค่อยจับจ่ายใช้สอย แต่กลยุทธ์ของ OR ต่างๆทั้งการส่งเสริมการขายหรือออกแคมเปญต่างๆก็จูงใจลูกค้ามากขึ้น แม้เศรษฐกิจจะดูทรงๆ แต่การขยายสาขาของบริษัทยังเติบโตและอัตรา EBITDA ของธุรกิจ Non-Oil ยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าปีนี้ธุรกิจ Lifestyle จะมี EBITDA อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 29% ขึ้นไป ด้านธุรกิจ Virtual Bank ที่บริษัทได้ร่วมมือกันกับ AIS และ KTB วันนี้ได้มีการเปิดตัวเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นโอกาสของคนไทยในการเข้าถึงการบริการทางธนาคารที่เป็นออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน สำหรับ OR ที่มีลูกค้าอยู่ในอีโคซิสเต็มก็เป็นช่องทางที่จะเข้าถึงบริการและแหล่งเงินทุนได้ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งบริการที่เข้ามาเสริมธุรกิจของ OR ปัจจุบันบริษัทยังไม่มีแผนนำบริษัทในเครือเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฯเพิ่มเติม ธุรกิจในกัมพูชาก็มีการชะลอลง หลังมีความขัดแย้งตามชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา จึงทำให้ยอดขายอาจลดลงและ EBITDA น่าจะย่อตัวลง แต่ภาพรวมแล้วผลกระทบต่อ OR โดยรวมยังถือว่าไม่ได้มาก อย่างไรก็ตามการเข้าลงทุนในประเทศอื่นๆปีนี้ก็ยังพิจารณาอยู่ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในแถบภูมิภาคเอเซีย สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.ฟิลลิป, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้ ปัจจัยบวก ราคาน้ำมันดิบโลกชะลอตัว หนุนค่าการตลาดฟื้นตัว : ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 100 USD/bbl จากสัปดาห์ก่อนหน้าหลังตลาดคลายความกังวลด้านสงครามในตะวันออกกลาง คาดว่าจะช่วยให้ค่าการตลาด (Marketing Margin) รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นต่อลิตร (GP/litre) ผ่านจุดต่ำสุดและทยอยฟื้นตัวดีขึ้นใน Q2/69 (บล.ฟิลลิป, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) ไฮซีซั่นท่องเที่ยวและมาตรการรัฐกระตุ้นยอดขายช่วง Q2/69-Q3/69 : แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงปี พ.ศ. 2569 จะได้แรงหนุนจากฤดูท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ควบคู่ไปกับนโยบายภาครัฐ "โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40" วงเงิน 1,000 บาท/เดือน (มิ.ย.69-ก.ย.69) ที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและหนุนยอดขายน้ำมัน รวมถึงธุรกิจ Lifestyle (บล.ฟิลลิป) ธุรกิจ Lifestyle และแบรนด์ Café Amazon แข็งแกร่งต่อเนื่อง : ยอดขาย Café Amazon เติบโตทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 112 ล้านแก้ว ใน Q1/69 พร้อมทั้งมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเป็น 4,787 สาขา และประสิทธิภาพการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น ช่วยหนุนให้ EBITDA Margin ของกลุ่มฟื้นตัวมาอยู่ที่ 31.7% (บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้) ผลงาน Q1/69 ฟื้นตัวแบบ QoQ : บริษัทรายงานกำไรสุทธิ Q1/69 ที่ 2,415 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น +16% QoQ โดยได้แรงหนุนหลักจากปริมาณขายน้ำมันในประเทศที่สูงขึ้น และการรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) จำนวนราว 1.2 พันล้านบาท รวมถึงกลุ่มธุรกิจ Global ที่กลับมามี EBITDA เป็นบวก (บล.ฟิลลิป, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้) ความเสี่ยงต่ำกว่าคู่แข่งและมูลค่าหุ้นน่าสนใจ : นักวิเคราะห์มอง OR เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าคู่แข่ง (PTG) เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากการขายดีเซลค้าปลีกต่ำกว่า ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันปรับตัวลดลงสะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควรแล้ว ทำให้มี Upside และความน่าสนใจในการเข้าลงทุน (บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้) ปัจจัยลบ กำไรสุทธิ Q1/69 หดตัวรุนแรง YoY และต่ำกว่าคาด : กำไรสุทธิ Q1/69 จำนวน 2.4 พันล้านบาท ปรับตัวลดลงถึง -45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และต่ำกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์ประเมินไว้ราว 8.8% - 12% เนื่องจากฐานที่สูงในปีก่อนและผลกระทบจากรายการพิเศษ (บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้) โดนกดดันหนักจากผลขาดทุนการป้องกันความเสี่ยง (Hedging Loss) : ใน Q1/69 บริษัทบันทึกผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงสูงถึง 2.4 พันล้านบาท ซึ่งเข้ามาหักล้างผลบวกจากกำไรสต็อกน้ำมันไปอย่างนัยสำคัญ (บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กระทบปริมาณขายและมาร์จิ้น : สงครามระหว่างอิสราเอล/สหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นน้ำมันพื้นฐานถูกกดดัน โดยลดลงเหลือ 0.74 บาทต่อลิตร จาก 1.02 บาทต่อลิตร ในไตรมาสก่อนหน้า และมีความเสี่ยงที่จะกดดันปริมาณการขายทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ลดลงได้ (บล.ฟิลลิป, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้) ความเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐและการควบคุมราคา : ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงด้านนโยบาย (Policy Risk) จากความพยายามของภาครัฐในการเข้าควบคุมราคาน้ำมันขายปลีกหน้าสถานีบริการ รวมถึงความล่าช้าในการปรับราคาขายปลีกและราคาน้ำมันอากาศยาน ซึ่งอาจกดดันค่าการตลาดต่อเนื่องใน Q2/69 (บล.ฟิลลิป, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้) นักวิเคราะห์หั่นประมาณการกำไรปี พ.ศ. 2569 - 2570 ลง : มีการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี พ.ศ. 2569 ลง -17% มาอยู่ที่กรอบประมาณ 9.6 พันล้านบาท - 1 หมื่นล้านบาท (ลดลงเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2568 ที่อยู่ระดับ 1.13 หมื่นล้านบาท) พร้อมปรับลดราคาเป้าหมายลงเพื่อสะท้อนความเสี่ยงรอบด้านที่เพิ่มขึ้น (บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น OR เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews |