“ศุภจี” เปิดยุทธศาสตร์แก้เกมเศรษฐกิจไทยปี 69 ดึงเงินลงทุนจริง 4.8 แสนล้านบาท และ ดันเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนมีวอลุ่ม 2 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 พร้อมบุกตลาดอินเดีย-ซาอุฯ หวังเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยแข่งขันบนเวทีการค้าโลก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในงาน สัมมนา Mission to win for the game change “ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก” ถึงความท้าทายและทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังอยู่ในระดับไม่สูง โดยปีที่ผ่านมาเติบโตไม่ถึง 2% แม้จะมีความพยายามอย่างเต็มที่ในไตรมาสสุดท้ายจนสามารถพะงกหัวกลับขึ้นมาได้ แต่ยังคงอยู่ที่ระดับไม่เกิน 2% ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือ ประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจใกล้เคียงกันพบว่า ความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพของไทยยังไม่ถูกนำออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้อัตราการเติบโตยังคงเป็นประเด็นที่มีความท้าทายอย่างมากและต่อเนื่อง โดยการผ่านเครื่องยนต์หลักของไทย ซึ่งในปีนี้ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ปีที่ผ่านมาตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการที่12% แต่พบว่าเป็นลักษณะการส่งออกแบบ Front-load หรือ การเร่งส่งออกล่วงหน้า ให้กับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดอันดับ 1 ที่ประมาณ 10% ของจีดีพี เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีประเด็นเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องผู้ส่งออกจึงพยายามเร่งส่งออกล่วงหน้า แต่ในปีนี้ฐานการส่งออกอาจจะอยู่ที่ระดับศูนย์ หรือ ติดลบ 1% และ หากมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ก็อาจจะลดลงได้มากกว่านั้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งหากเป้าหมายจะเป็นบวกได้จะต้องมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมหลายประการ ดังนั้นความท้าทายแรก คือ เรื่องอัตราการเติบโต เพราะเครื่องยนต์ที่เคยเสริมอย่างการส่งออกเริ่มอ่อนแรง ขณะที่ความต้องการภายในประเทศก็ไม่ได้อยู่ในระดับสูง ส่วนการลงทุนดูเหมือนจะมีโอกาส โดยปีที่ผ่านมามีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ประมาณ 1.33 ล้านล้านบาท ถือเป็นก้อนที่ใหญ่ โดยเป็นการลงทุนจากต่างประเทศประมาณ 9.8 แสนล้านบาท สิ่งสำคัญ คือ การเปลี่ยนคำขอลงทุนให้เกิดเป็นเม็ดเงินจริงๆ จึงมีการดำเนินการเรื่อง Fast Track และ อำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตต่างๆ เช่น การติดตั้งไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงไม่ใช่แค่คำขอ และ ปีนี้ตั้งเป้าหมายจะทำให้เกิดเม็ดเงินจริงในประเทศ 4.8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญ คือ การลงทุนที่จะเกิดขึ้นต้องเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างเอกชนและภาครัฐ เนื่องจากงบลงทุนภาครัฐมีไม่มาก โดยปีนี้มีรายได้ที่ภาครัฐหาได้ 3 ล้านล้านบาท แต่ตั้งรายจ่ายไว้ 4 ล้านล้านบาท หมายความว่าขาดดุล 1 ล้านล้านบาท การใช้เงินจึงต้องเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและประหยัด โดยต้องใช้ในจุดที่แม่นยำ ตรงไปตรงมา ไม่ใช่การใช้แบบหว่านทั่วไป และ สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องช่วยกันหารายได้ให้มากขึ้น 
ในขณะที่ความท้าทายอีกด้าน คือ บริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้มีเพียง 2 ขั้ว แต่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นทั่วโลกกว่า 60 จุด โดยในสภาวะที่โลกเป็นเช่นนี้ ประเทศขนาดกลางจะต้องจับมือกันเพื่ออยู่รอด สิ่งที่น่าสนใจจากการหารือทวิภาคีในงาน World Economic Forum คือ ประเด็นเรื่อง ASEAN คือ โอกาสสำคัญที่หลายประเทศอยากเจรจาการค้าด้วยมากที่สุด และ ประเทศไทยคือ หนึ่งในเป้าหมาย ซึ่งมีความตั้งใจที่จะผลักดันเต็มที่ นอกจากนี้ แคนาดามีความคืบหน้าอย่างมาก และ ต้องการเจรจา FTA โดยตรงกับประเทศไทย โดยมีการตั้งเป้าจะเจรจาให้จบภายในปีนี้ และ ความท้าทายต่อไป คือ ภูมิรัฐศาสตร์ที่นอกจากความขัดแย้งยังมีความแข่งขันที่รุนแรง ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ และ มีประชากรลดลงรวมถึงเข้าสู่สังคมสูงวัยทุกปี ซึ่งเป็นข้อด้อยที่ต้องจัดการโครงสร้างประชากร สิ่งที่จะทำให้ไทยกลับมายืนหยัดในเขตอุตสาหกรรมโลกได้ คือ การเกาะกับอาเซียนให้ติด เนื่องจากมีฐานประชากรมากกว่า และ สามารถใช้ศักยภาพของบุคลากรไปต่อรองในระดับโลกได้ โดยจุดเด่นที่ไม่มีใครแย่งไทยได้ คือ ภูมิศาสตร์ที่เราอยู่ตรงกลางอาเซียน และ ต้องฉวยโอกาสในฐานะประธานอาเซียนเพื่อผลักดันไทยขึ้นมาอยู่แถวหน้าใน เรื่อง เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยอาเซียนตั้งเป้าปี 2030 ว่า หากทำกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลสำเร็จ จะขยายมูลค่าจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งประเทศไทยต้องอาศัยจังหวะการเป็นประธานเจรจาในการเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดกฎระเบียบมาตรฐานเดียวกัน การแลกเปลี่ยนทักษะคนและความรู้ดิจิทัล รวมถึงสร้างศักยภาพการเชื่อมต่อแบบ Borderless เช่น ระบบ Payment และ e-Document ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้า ซึ่งจะเป็นภูมิภาคแรกในโลกที่ทำ Digital Port ได้จริง เป็นการยกระดับการแข่งขันและสร้างพันธมิตรทางการค้า 
ทางด้านแผนปฏิบัติการ 6 นโยบายกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย 1. ขยายตลาดใหม่ โดยมุ่งเน้น FTA และ ตลาดปกติ 2. การเจรจา FTA โดยปัจจุบันมี 14 ฉบับ กำลังเร่งทำกับ EU และ แคนาดา ให้จบภายในปีนี้ รวมถึงเกาหลีใต้ที่เหลืออีก 2-3 จุด ส่วนที่เป็น Quick Win คือ การนำ Existing FTA มาทำให้เกิดผลสูงสุด โดยการ Normalize ข้อตกลงเก่าให้ทันสมัย 3. การปกป้องอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการจัดการระบบการปกป้องให้ดีที่สุดและเป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง 4. ร่วมแก้เกมเมื่อถูกไต่สวน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง และ ที่ปรึกษาให้ผู้ประกอบการเมื่อถูกไต่สวนหรือร้องเรียน เพื่อให้กระบวนการได้รับความเป็นธรรมและรวดเร็วที่สุด 5. ปิดช่องว่างสินค้าทะลักและสกัดนอมินี โดยเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่บาทแรกเพื่อสร้าง Level Playing Field ให้แข่งขันได้เท่าเทียม พร้อมเข้มงวดมาตรฐาน มอก. และ อย. อีกทั้ง ยังมีมาตรการปิดกั้นนอมินี โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ชื่อผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ ใช้ระบบ AI ตรวจจับเชื่อมข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อตรวจสอบบัญชีม้ากว่า 98,000 บัญชี รวมถึงสแกนรายชื่อกรรมการบริษัทที่เป็นพิรุธเพื่อสกรีนนอมินีให้เข้มข้นขึ้น 6. รักษาผลประโยชน์อุตสาหกรรม โดยร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมโรงงาน และ กรมศุลกากร เข้มงวดเรื่อง Free Zone ป้องกันการสวมสิทธิ์ "ท่ามกลางปัจจัยกำหนดเกณฑ์การค้าโลก ภาครัฐต้องสนับสนุนผ่าน Transition Plan ไม่ว่าจะเป็น Transition Loan และ Direct PPA และ Solar Roof ในชุมชน เพื่อเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่โลกขาดไม่ได้ โดย Currency ใหม่ของโลกวันนี้ไม่ใช่หยวน ไม่ใช่ดอลลาร์ ไม่ใช่ฟรังก์ เยน หรือ บาท แต่ คือ trust การที่เราจะทำให้คู่ค้าเชื่อใจ เชื่อมั่นในสิ่งที่เราให้ คือ สิ่งที่จะทำให้เรามี currency ที่แข็งแรงที่สุด”นางศุภจี กล่าว สำหรับการบ้าน 3 ข้อสำหรับประเทศไทย ประกอบด้วย ระบบโปร่งใส โดยการใช้ AI สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน , กฎกระบวนการเร็วขึ้น ลดความซ้ำซ้อนผ่านแนวคิด Fast Pass และ Regulation Guillotine , ทักษะคน ทำ Skill Map จับคู่ความต้องการลงทุนกับการพัฒนาคนรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งถ้าประเทสไทยทำทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ จะทำให้ประเทสไทยสามารถที่จะเป็นผู้เล่นที่กำหนดเกมได้ ทำให้บทบาทของประเทศไทยมีจุดเด่นได้ และ ผู้ประกอบการจะมีความแข็งแรง เพื่อนำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง 
|