ดีบีเอสฯ มองปีนี้ ศก.-การเงินโลกผันผวน สหรัฐฯเสี่ยงฐานะการคลัง แนะลงทุนแบบปกป้องพอร์ต

รูป ดีบีเอสฯ มองปีนี้ ศก.-การเงินโลกผันผวน สหรัฐฯเสี่ยงฐานะการคลัง แนะลงทุนแบบปกป้องพอร์ต

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -10 ก.พ. 69 15:00 น.

 

บล.ดีบีเอสฯ มองปีนี้ เศรษฐกิจ-การเงินโลกยังผันผวน หลังสหรัฐฯ มีความเสี่ยงฐานะการคลัง แนะกลยุทธ์ลงทุนแบบปกป้องมูลค่าพอร์ต ผ่าน 4 ธีมหลัก ส่วนหุ้นไทยวางเป้า 1,500 จุด EPS  7%  จับตาการดำเนินนโยบาย  หนุนความเชื่อมั่น - ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศต่อเนื่อง 



นางสาวจันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากผลการเลือกตั้งส่งผลให้นักลงทุนคาดหวังความต่อเนื่องนโยบาย สะท้อนไปถึงดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยยังคงเป้าหมายดัชนีปีนี้ที่ 1,500 จุด และ PE ที่ 16 เท่า และ EPS ที่ 7%

 

"underweight ตลาดหุ้นมา 3 - 4 ปี  เพราะต่างชาติขายสุทธิมาตลอด และ 2 เดือนที่ผ่านมากลับมาซื้อแล้ว แต่ต้องดูปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก เพราะตอนนี้มองจีดีพีโต 1.6% ต่ำกว่า 2% และ หากเทียบกับเพื่อนบ้านที่โตเฉลี่ย 4% เป็นเรื่องยากที่จะโตเท่าเพื่อนบ้าน"นางสาวจันทร์เพ็ญ กล่าว

 

นายเอ็ดวิน ตัน Market Head DBS, Thailand & Philippines , DBS Bank เปิดเผยในงาน DBS 1Q26 Insights : The Long Game ว่า  ภาพรวมผลการดำเนินงานของ DBS  ในปี 2025 ผลกำไรก่อนหักภาษีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 13.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย ขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 3% สู่ระดับสูงสุดใหม่ที่ 22.9 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ แม้ว่าจะมีสภาพแวดล้อมด้านอัตราดอกเบี้ยที่ท้าทายก็ตาม

 

ส่วนธุรกิจบริหารความมั่งคั่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง รายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการเติบโตขึ้น 19% ในสกุลเงินคงที่แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 488 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์

 

ด้วยกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นยังคงสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ลูกค้า พอร์ตโฟลิโอหลัก ซึ่งสร้างขึ้นบนกลยุทธ์บาร์เบล ให้ผลตอบแทนสุทธิที่แข็งแกร่งถึง 19.4% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2025  และนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในเดือนสิงหาคม 2019 พอร์ตโฟลิโอนี้สร้างผลตอบแทนรวม 67.7% (ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 8.6%)


 

นายเวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office , DBS Bank เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มีความเสี่ยงของฐานะการคลัง (fiscal dominance) อย่างชัดเจน ขณะที่การขาดดุลงบประมาณที่ดำรงอยู่ต่อเนื่อง และ ระดับหนี้สาธารณะที่เร่งตัวขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าการ จัดหาเงินทุนของภาครัฐ อาจเข้ามาบดบังบทบาทของนโยบายการเงิน

 

นอกจากนี้ การบั่นทอนความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริง หรือ เป็นเพียงการรับรู้ของตลาดอาจจุดชนวนความกังวลด้านเงินเฟ้ออีกครั้ง และ ผลักดันให้นักลงทุนเรียกร้อง riskpremium ที่สูงขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักของเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ที่ภาษี หรือ ข้อจำกัดด้านอุปทาน แต่อยู่ที่การขาดกรอบวินัยทางการคลังในการควบคุมหนี้สาธารณะ

 

สำหรับนักลงทุนแนะนำให้ใช้กลยุทธ์การปกป้องมูลค่าพอร์ต โดยจำเป็นต้องให้น้ำหนักกับสินทรัพย์จริง โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และ โลหะมีค่า ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วว่า สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าในช่วงวัฏจักรเงินเฟ้อ

 

ทางด้านมุมมองเชิงกลยุทธ์ระยะสั้นในปี 2026 ภายใต้สถานการณ์ธนาคารกลางหันมาเพิ่มสภาพคล่อง เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ทำให้การถือเงินสด ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม การรับมือปี 2026 จึงต้องอาศัยสี่แนวทางหลัก



ประการแรก โต้คลื่น AI ผ่านกลุ่ม adapters การลงทุนด้าน AI จะยังดำเนินต่อไป แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ระดับมูลค่าที่สูง และ แนวโน้ม circular financing ให้ความสำคัญกับบริษัทที่นำ AI มาใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ พร้อมหลีกเลี่ยงกับดัก capex–revenue



ประการที่สอง บริหารเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อด้วยการลงทุนในสินทรัพย์จริง การลดดอกเบี้ยของ Fed ภายใต้ เศรษฐกิจที่ไม่ถดถอย ชี้ไปสู่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และ โลหะมีค่า มีบทบาทสำคัญในการป้องกันเงินเฟ้อ



ประการที่สาม มองหามูลค่าในหุ้น Asia ex-Japan ซึ่งซื้อขายด้วยส่วนลดราว 32.4% เมื่อเทียบกับ ตลาดพัฒนาแล้ว ขณะที่คาดว่ากำไรเติบโต 18.9% ในปี 2026



ประการสุดท้าย เลือกลงทุนในหุ้นคุณภาพ และ ตราสารหนี้ Investment Grade มากกว่ากลุ่ม High Yield



ส่วนแนวทางการเลือกลงทุนในหุ้นปี 2026 ใช้แนวทางการลงทุนเชิงคัดเลือก โดยเน้น Asia ex-Japan จากมูลค่าที่น่าสนใจ และ ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และ หุ้นกลาโหมยุโรปจากการเสริมกำลังของ NATO รวมทั้งหุ้นกลุ่ม AI Adapters เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม มูลค่าประเมินของตลาดหุ้นโลกปรับขยายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่แรงขายในช่วง Liberation Day ทำให้จำเป็นต้องใช้แนวทางการลงทุนเชิงคัดเลือกมากขึ้น แนะนำให้มุ่งเน้น ตลาดที่ซื้อขายด้วยส่วนลดมูลค่าที่สูง และ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากตัวขับเคลื่อนการ เติบโตเชิงโครง สร้าง Asia ex-Japan ยังคงเป็นตัวเลือกหลัก



ในขณะที่การลงทุนตราสารหนี้ ให้น้ำหนัก Investment-Grade มากกว่า High-Yield ท่ามกลาง Spread ที่ตึงตัว และ ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยที่ยังต่ำ ตราสารหนี้ประเภท Spread Products มีแนวโน้มทำผลงานได้ดี แม้มูลค่าประเมินจะอยู่ในระดับสูง โดยให้ความสำคัญกับตราสารหนี้คุณภาพระดับ A/BBB ช่วงอายุ 5–7 ปี นอกเหนือจากตราสารหนี้ ภาคเอกชน ยังแนะนำ การเพิ่มสัดส่วนในตราสารภาครัฐ เช่น Treasury Inflation-Protected Securities และ Mortgage-Backed Securities เพื่อสร้าง Alpha เพิ่มเติม



ด้านสินทรัพท์ทางเลือก สินค้าโภคภัณฑ์ได้รับแรงหนุนจากการพักรบทางการค้า และ การลดดอกเบี้ย โลหะอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทองแดง และ แร่หายาก ดูมีความได้เปรียบจากความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

 

ขณะที่ทองคำ ยังคงได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางด้านการคลัง (Fiscal Dominance) ที่ทวีความชัดเจน แม้ราคาจะมีการพักฐานในระยะสั้น เชื่อว่าปัจจัยขับเคลื่อนที่ผลักดันทองคำสู่ระดับสูงสุดใหม่ก่อนหน้า ได้แก่ ความกังวลด้านฐานะการคลัง และ ความยั่งยืนของหนี้สหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และ ความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์ จะยังคงอยู่ความต้องการซื้อจากธนาคารกลาง และ กระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF ที่แข็งแรง มีแนวโน้มช่วยพยุงราคาทองคำตลอดปี 2026

 

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ ปรับลดมุมมอง Private Credit สู่ Neutral และ หันไปให้ความสำคัญกับ Hedge Funds

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

กรณัช พลอยสวาท

กรณัช พลอยสวาท

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย