ดาวโจนส์ปิดบวก 306.78 จุด นักลงทุนคลายกังวลภาษียุโรป – ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ สดใส

รูป ดาวโจนส์ปิดบวก 306.78 จุด นักลงทุนคลายกังวลภาษียุโรป – ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ สดใส

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 ม.ค. 69 7:39: น.

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังนักลงทุนกลับเข้าซื้อจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ลดท่าทีใช้มาตรการภาษีกดดันชาติพันธมิตรยุโรป ขณะเดียวกัน ข้อมูลเศรษฐกิจยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 49,384.01 จุด ปรับขึ้น 306.78 จุด หรือ 0.63% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,913.35 จุด เพิ่มขึ้น 37.73 จุด หรือ 0.55% ขณะที่ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,436.02 จุด เพิ่มขึ้น 211.20 จุด หรือ 0.91%

 

ด้านดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดเล็ก ปรับขึ้น 0.8% ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การปรับขึ้นดังกล่าว เกิดขึ้นหนึ่งวันหลังดัชนี S&P 500 ทำสถิติปรับขึ้นรายวันมากที่สุดในรอบ 2 เดือน หลังประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกแผนการใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือกดดันเพื่อยึดครองกรีนแลนด์ และระบุว่ากรอบข้อตกลงเพื่อยุติข้อพิพาทเกี่ยวกับดินแดนภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ดี การปรับขึ้น 2 วันติดต่อกันยังไม่สามารถลดช่วงลบของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง 3 รายการ ที่เกิดขึ้นในวันอังคาร ซึ่งเป็นวันที่คำขู่เรื่องภาษีของผู้นำสหรัฐฯ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก ส่วนภาพรวมรายสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ แทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ดัชนี S&P 500 และดัชนีแนสแดค ยังคงปรับลดลง 0.4%

 

เกร็ก อาเบลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Investment Partners Asset Management กล่าวว่า ในฐานะผู้จัดการเงินลงทุน เป็นเรื่องแปลกที่ต้องตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน โดยไม่รู้ว่าวันนั้นจะเป็นเช้าที่ดีหรือเช้าที่เลวร้าย พร้อมระบุว่าประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การบริหารพอร์ตการลงทุนภายใต้สภาวะความผันผวน มีความสำคัญมากขึ้น และตอกย้ำความจำเป็นของการกระจายการลงทุนออกจากหุ้นบางตัว บางกลุ่มและบางประเภทสินทรัพย์

 

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ยังช่วยหนุนบรรยากาศเชิงบวกในตลาด โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือนต.ค. และพ.ย. ตามข้อมูลดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งมีแนวโน้มช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เดินหน้าสู่การเติบโตที่แข็งแกร่งเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน

 

ส่วนข้อมูลอีกชุดยังระบุว่า จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวที่อัตรา 4.4% สูงกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย ในไตรมาส 3 ปี 2025

 

ฤดูกาลประกาศผลประกอบการกำลังเข้าสู่ช่วงเข้มข้น และอาจเป็นบททดสอบความเชื่อมั่นของตลาด หลังจากที่บริษัทต่าง ๆ เผยข้อมูลอุปสงค์ของผู้บริโภค แรงกดดันด้านต้นทุน และสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวน ซึ่งส่งผลต่อผลการดำเนินงานช่วงปลายปี โดยหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า (Magnificent Seven) หลายราย มีกำหนดรายงานผลประกอบการในสัปดาห์หน้า และด้วยน้ำหนักที่สูงในดัชนี ผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้ จึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อทิศทางของตลาดโดยรวม ทำให้นักลงทุนต่างจับตาแนวโน้มอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่ายังมีแรงหนุนในเรื่องการเติบโตมากเพียงใด ที่จะรองรับระดับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง

 

หุ้นทั้ง 7 ตัว ปรับตัวขึ้นทั้งหมดในวันพฤหัสบดี นำโดยหุ้น Meta ที่พุ่งขึ้น 5.7% และ Tesla ที่เพิ่มขึ้น 4.2% ด้านหุ้นกลุ่มธนาคารโดยรวม เคลื่อนไหวในเชิงบวกจากผลประกอบการ อย่างไรก็ตาม Huntington Bancshares ร่วงลง 6% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อกิจการล่าสุด ขณะที่ธนาคารภูมิภาคขนาดใหญ่บางแห่งที่ปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้าเริ่มอ่อนตัวลง โดย Fifth Third Bancorp ลดลง 3.7% และ Regions Financial ลดลง 1.3%

 

ด้านหุ้น Procter & Gamble ปรับขึ้น 2.6% หลังรายงานผลประกอบการรายไตรมาส ส่วน Intel ซึ่งรายงานผลประกอบการหลังตลาดปิด ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% ส่งผลให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2026 เพิ่มเป็น 47.2% ขณะที่หุ้นที่ปรับตัวลง พบว่าหุ้น Abbott ร่วงลง 10% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันมากที่สุด นับตั้งแต่ปี 2002 หลังบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์คาดการณ์กำไรไตรมาสปัจจุบันต่ำกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ GE Aerospace ลดลง 7.4% แม้จะคาดการณ์กำไรทั้งปีสูงกว่าประมาณการก็ตาม ส่วน McCormick ผู้ผลิตซอสพริก Cholula ร่วงลง 8.1% หลังคาดการณ์กำไรปี 2026 อ่อนแอ จากต้นทุนที่สูงขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับภาษีศุลกากรและปัจจัยการผลิตอื่น ๆ

 

ที่มา Reuters

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju