ไมค์ วอลท์ซ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ แจง รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ต้องการยึดครองเวเนซุเอลา ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เกี่ยวกับปฏิบัติการหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ ที่นำไปสู่การควบคุมตัวอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แต่ถือเป็นปฎิบัติการบังคับใช้กฎหมาย ไมค์ วอลท์ซ ระบุว่า “สหรัฐฯ ไม่ได้เข้ายึดครองประเทศใด นี่คือปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย” นอกจากนี้ ยังปกป้องปฏิบัติการของสหรัฐฯ โดยระบุว่า มาดูโรเป็นผู้นำกลุ่มนาร์โค-ก่อการร้าย ที่ทำให้ยาเสพติดหลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐฯ และแสวงหาผลประโยชน์จากความทุกข์ยากของทั้งชาวอเมริกันและชาวเวเนซุเอลา พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ ดำเนินการภายใต้คำฟ้องที่มีอยู่ก่อนแล้ว ขณะเดียวกัน วอลต์ซกล่าวต่อองค์กรสหประชาชาติ หรือยูเอ็นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้พยายามใช้แนวทางอื่นมาก่อน เพื่อให้มาดูโรก้าวลงจากตำแหน่ง โดยชี้ว่ามาดูโรเป็นผู้นำที่ไร้ความชอบธรรมและเป็นผู้หลบหนีความยุติธรรม อีกทั้งยังย้ำข้ออ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำมันปริมาณมหาศาลของเวเนซุเอลา
“ไม่อาจปล่อยให้แหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ และอยู่ในมือของผู้นำที่ไร้ความชอบธรรมได้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้โอกาสกับการทูตแล้ว และเสนอทางออกให้มาดูโรหลายต่อหลายครั้ง”
แม้พันธมิตรของสหรัฐฯ ในสหประชาชาติส่วนใหญ่ จะแสดงท่าทีระมัดระวัง แต่สหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติที่ออกมาวิจารณ์ปฏิบัติการดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ อาจกระตุ้นความไม่มั่นคงในภูมิภาค และสร้างบรรทัดฐานที่น่ากังวลซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงของความขัดแย้งรุนแรง โดยโรสแมรี ดิการ์โล รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายการเมือง กล่าวแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า หลักกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้รับการเคารพ
ด้านผู้แทนเวเนซุเอลาประจำสหประชาชาติ วิจารณ์การกระทำของสหรัฐฯ ว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นการล่าอาณานิคมอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อยึดครองทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ นอกจากนี้ ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ยังถูกประณามจากพันธมิตรของเวเนซุเอลาอย่างรัสเซียและจีน วาซิลี เนเบนเซีย โดยผู้แทนรัสเซียระบุว่า การโจมตีกรุงการากัสเป็น “สัญญาณเตือนของการย้อนกลับสู่ยุคแห่งความไร้กฎหมายและการครอบงำโดยกำลังของสหรัฐฯ” พร้อมกล่าวว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ปิดบังแรงจูงใจในการโค่นล้มมาดูโร ซึ่งมุ่งสู่การควบคุมอย่างไร้ขอบเขต เหนือทรัพยากรน้ำมันมหาศาลของเวเนซุเอลา

นักวิเคราะห์ชี้ จีนแบกรับความเสี่ยงมหาศาล หากเดินตามรอยทรัมป์ในไต้หวัน
ด้านนักวิเคราะห์ เปิดเผยว่าการโจมตีเวเนซุเอลาอย่างไม่คาดคิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้จุดกระแสถกเถียงว่า ผู้นำสหรัฐฯ ได้สร้างบรรทัดฐานที่อาจเปิดทางให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ใช้แนวทางเดียวกันกับไต้หวันหรือไม่ อย่างไรก็ดี ไม่ว่ามุมมองใด ความเสี่ยงและเดิมพันสำหรับจีนนั้น สูงกว่าเป็นอย่างมาก โดยปฏิบัติการสายฟ้าแลบเพื่อควบคุมตัวนิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลา เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังจีนจัดการซ้อมรบขนาดใหญ่รอบไต้หวัน เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน โดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เพิ่งจำลองสถานการณ์ปิดล้อมท่าเรือหลัก ฐานทัพ และแหล่งพลังงานของไต้หวัน อีกทั้งยังเปิดเผยว่า มีการฝึกซ้อมปฏิบัติการต่อผู้นำของไต้หวันด้วย
สำหรับสี จิ้นผิง การใช้กำลังทางทหารกับไต้หวัน ย่อมมีต้นทุนสูงกว่าปฏิบัติการของทรัมป์ในเวเนซุเอลาอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สหรัฐฯ สามารถเข้าจับผู้นำเผด็จการในเวเนซุเอลาซึ่งอยู่ในละแวกบ้านของตนเองได้ โดยแทบไม่เผชิญผลสะท้อนกลับ ซึ่งการที่จีนจะพยายามยึดหรือปิดล้อมไต้หวัน มีแนวโน้มสูงที่จะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกในวงกว้าง ดังที่รัสเซียเผชิญ หลังรุกรานยูเครน ซึ่งจะสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจจีน ที่สั่นคลอนอยู่แล้วจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยืดเยื้อหลายปี
ยิ่งไปกว่านั้น การปิดล้อมน้ำมันเวเนซุเอลาของทรัมป์ กระทบหนักต่อผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดอย่างจีนเป็นหลัก แต่หากจำกัดการเข้าถึงสินค้าอันดับหนึ่งของไต้หวัน นั่นคือชิปขั้นสูงที่สุดของโลก จะก่อความปั่นป่วนต่อห่วงโซ่อุปทานโลกในวงกว้าง และกระตุ้นแรงต้านที่รุนแรงกว่าเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ แม้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจะเดินหน้าเร่งปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย แต่กองกำลังที่ปรับโฉมใหม่นี้ ยังไม่เคยผ่านสนามรบจริง อีกทั้งจีนยังต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ของการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้
ที่มา Bloomberg 1 และ 2

|