TTB ลุ้นสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้เข้าเป้า 0-2% รับมาตรการรัฐหนุน

รูป TTB ลุ้นสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้เข้าเป้า 0-2% รับมาตรการรัฐหนุน

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 พ.ค. 69 15:53 น.

TTB หวังปีนี้สินเชื่อเอสเอ็มอีโตตามเป้า 0-2% แม้ไตรมาส 1/69 หดตัว 2.6% คาดความต้องการสินเชื่อจะเพิ่มขึ้น จากมาตรการรัฐหนุน ล่าสุด เปิดผลสำรวจ “SME Insight 2026” พบ 5 จุดล็อกสำคัญฉุดรั้งการเติบโต พร้อมเดินหน้าเป็น Growth Navigator ยกระดับศักยภาพ SME

นายพีรพงศ์ นิธิไกรวุฒิ ประธานกลุ่มกลยุทธ์ลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า ธนาคารเปิดเผยผลการสำรวจ “SME Insight 2026” สะท้อนภาพผู้ประกอบการไทยในปีแห่งความท้าทายว่า ถึงแม้ SME ส่วนใหญ่จะเร่งปรับตัวในหลายด้าน ทั้งด้านดิจิทัล การวางแผนธุรกิจ และ ประยุกต์ใช้ AI แต่ยังไม่สามารถ “ปลดล็อกไปสู่การเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ” ได้ ธนาคารจึงเดินหน้าสู่การเป็น “Growth Navigator” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ทั้งด้านเงินทุน เครื่องมือ และ องค์ความรู้

โดยได้ทำการสำรวจข้อมูลเชิงลึกจากผู้ประกอบการไทยจำนวน 120 ราย ครอบคลุม 4 อุตสาหกรรมหลักของประเทศ พบว่า แม้ SME จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นกว่า 90% ของธุรกิจทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของ GDP สะท้อนข้อจำกัดในการยกระดับสู่การเติบโตระยะยาว ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ปีนี้เป็นอีกปีที่ท้าทายสำหรับ SME ไทย ผู้ประกอบการไม่ได้คิดเพียงเรื่องการเติบโต แต่ต้องเดินหน้าธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนรอบด้าน สิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ของแต่ละธุรกิจแตกต่างกัน คือ “ระดับความพร้อมภายใน” ของธุรกิจเอง ผลการสำรวจพบว่า 87% ของ SME ไทย ใช้เครื่องมือดิจิทัลในการบริหาร และ 59% เริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้แล้ว ในขณะเดียวกันมากกว่า 58% ของธุรกิจยังมีรายได้ทรงตัว หรือ ปรับลดลง ขณะที่กลุ่มที่เติบโตได้ ส่วนใหญ่ขยายตัวเพียง 5-10% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าการปรับตัวเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากขาดความพร้อมในการจัดการความเสี่ยงและทิศทางธุรกิจที่ชัดเจน

โดยผลการสำรวจชี้ให้เห็น 5 ข้อจำกัดหลักที่เป็นจุดล็อก ฉุดรั้งการเติบโตของ SME ไทย ได้แก่

1.คิดเพื่ออยู่รอด แต่ไม่คิดเพื่อชนะในเกม ผู้ประกอบการที่มุ่งแก้ปัญหาระยะสั้น ขาดแผนระยะยาว ไม่กล้าปรับเปลี่ยนและลงทุนเพื่อการเติบโต ทำให้ไม่สามารถสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้

2.ใช้ดิจิทัล แต่ไม่พลิกเกมธุรกิจ แม้ผู้ประกอบการจะเริ่มใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับพื้นฐาน และ ยังไม่สามารถต่อยอดสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.รู้กำไรขาดทุน แต่ไม่บริหารความเสี่ยง แม้ SME จำนวนมากใช้ระบบบัญชีมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้บริหารต้นทุน กำไร กระแสเงินสด และ ความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.โตที่ขนาด แต่ไม่โตที่ประสิทธิภาพ หลายธุรกิจสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น แต่กระบวนการทำงาน และ โครงสร้างองค์กรยังไม่พร้อมรองรับการขยายตัว

5.อยากไปต่อ แต่ไม่มีแผนที่นำทาง แม้ SME จะมีความตั้งใจขยายธุรกิจและไม่หยุดพัฒนา แต่ยังขาดทิศทาง เครื่องมือ และ คำแนะนำที่ช่วยสร้างโอกาสให้การเติบโตเกิดขึ้นได้จริง

ขณะที่ผู้ประกอบการที่สามารถเติบโตได้อย่างโดดเด่นเป็นกลุ่มที่มีทั้งแนวคิดการเติบโต (Growth Mindset) ใช้ดิจิทัล และ AI อย่างมีประสิทธิภาพ และ มีระบบบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์

"ปีนี้เราตั้งเป้าสินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโต 0-2% แม้ว่าไตรมาส 1/69 จะหดตัว 2.6% แต่เดือนเม.ย. และ พ.ค. เห็นสัญญาณที่ดีขึ้น โดยเฉพาะจาก SME Credit Boost และ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ soft Loan ในขณะที่ ttb sme smart plus เราตั้งเป้าไว้ที่ 6,000 ล้านบาท ซึ่ง 1 เดือนที่ผ่านมายังเติบโตได้ดี โดยโซลูชันทางการเงินนี้ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ขยายธุรกิจ และ ลดต้นทุนทางการเงินด้วย"

นางกนกพร จูฑา ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ TTB เปิดเผยว่า โจทย์ของ SME วันนี้ไม่ใช่แค่การอยู่รอด แต่ คือ การเติบโตอย่างมีทิศทาง จึงยกระดับสู่บทบาท “Growth Navigator” เพื่อเป็นคู่คิดที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมีกลยุทธ์แม้ในสภาวะที่ท้าทาย ทั้งนี้ การก้าวไปสู่การเติบโตอย่างแท้จริงจำเป็นต้อง “ปลดล็อก” ข้อจำกัดในแต่ละมิติ ผ่านการสนับสนุนอย่างบูรณาการทั้งด้านเงินทุน เครื่องมือ และ องค์ความรู้

ธนาคารจึงออกแบบการสนับสนุนที่ยึดโยงจาก “ข้อมูลเชิงลึกและจุดล็อกจริงของ SME” โดยเชื่อมโยงการสนับสนุนอย่างครบวงจรในบทบาท “Growth Navigator” ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

1.Financial Solutions สนับสนุนเงินทุนและโซลูชันทางด้านการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องและรองรับการเติบโตของธุรกิจทั้งซัพพลายเชน

2.Digital Tools & Platform ยกระดับเครื่องมือดิจิทัลที่หลากหลายเหมาะกับทุกจังหวะในการบริหารธุรกิจ ครอบคลุมการขาย การรับ การใช้ การจ่าย การบริหารบุคลากร และ การบริหารภาพรวมทางการเงินของธุรกิจ

3.Knowledge & Advisory เสริมองค์ความรู้และทักษะผ่านโครงการอย่าง SME Growth Navigator พร้อมทีมเจ้าหน้าที่บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าธุรกิจ (RM) ที่ทำหน้าที่คู่คิด ในการวางกลยุทธ์และขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุดที่เกี่ยวกับหุ้น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB จาก efin.finance ดังนี้

ที่มา : บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส

ปัจจัยบวก

กำไรสุทธิ Q1/69 เติบโตดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ธนาคารประกาศกำไรสุทธิ Q1/69 อยู่ที่ 5,170 - 5,200 ล้านบาท (เติบโตเพิ่มขึ้น 1% ถึง 1.4% YoY) ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้เดิมราว 4% โดยได้แรงหนุนสำคัญจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 10% QoQ จากกำไรจากการตีมูลค่าเงินลงทุน (Mark-to-market) และการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม เช่น แบงก์แอสชัวรันส์ กองทุนรวม บัตรเครดิต รวมถึงรายได้พิเศษจากการคืนค่าธรรมเนียม FIDF ภายใต้โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" (KSO) (บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส)

กลยุทธ์ปรับพอร์ตเน้นสินเชื่อผลตอบแทนสูงช่วยหนุน NIM TTB ประสบความสำเร็จในการเพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.02% (จากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 2.95%) แม้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้ง (0.25%) ผ่านการปรับส่วนผสมในพอร์ตสินเชื่อ โดยรุกเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง (High-yield) เช่น สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ (Cash Your Car) และสินเชื่อจำนำโฉนดที่ดิน/เล่มทะเบียน (Cash Your Book) ประกอบกับต้นทุนเงินฝากที่ปรับลดลงชดเชย (บล.ฟิลลิป)

มูลค่าหนี้เสีย (NPL) ที่แท้จริงปรับตัวลดลง ภาพรวมคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี โดยมูลค่า NPL ที่แท้จริงปรับตัวลดลงเล็กน้อยราว 0.6% QoQ มาอยู่ที่ 3.88 หมื่นล้านบาท (จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 3.91 หมื่นล้านบาท) ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ขยับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 154% จากสิ้นปี 2568 ที่อยู่ 152% (บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส)

การเดินหน้าเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้นผ่านโครงการซื้อหุ้นคืนและปันผลเด่น ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการเงินทุนอย่างเชิงรุก โดยอยู่ระหว่างดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนเฟส 3 (วงเงิน 9.64 พันล้านบาท ช่วง ก.พ. - ส.ค. 69) และมีการปรับเพิ่มวงเงินโครงการรวมเป็น 3.5 หมื่นล้านบาท (ปี 2568-2571) ซึ่งการลดลงของจำนวนหุ้นจะช่วยหนุนให้เงินปันผลต่อหุ้น (DPS) เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ปี 2569 จะอยู่ในระดับสูงที่ 5.8% - 5.9% (บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส)

การตั้งสำรองส่วนเกิน (Management Overlay) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยง การตั้งสำรอง ECL ใน Q1/69 ที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.99 พันล้านบาท (+10% QoQ) เป็นการจงใจตั้งสำรองส่วนเกิน (Management Overlay) มูลค่ารวมกว่า 1.6 พันล้านบาท เพื่อป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า (แบ่งเป็นความเสี่ยงฝั่งตะวันออกกลาง 1.0 พันล้านบาท และความเสี่ยงราคาบ้านและรถยนต์มือสอง 0.6 พันล้านบาท) หากไม่รวมรายการนี้ ค่าใช้จ่ายสำรองปกติจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของงบดุล (บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป)

ปัจจัยลบ

คาดการณ์กำไรปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลง นักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ TTB ลงเล็กน้อย โดยคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 19,773 - 20,400 ล้านบาท (ชะลอตัวลงประมาณ -1% ถึง -4% YoY) เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง และรายได้พิเศษจากไตรมาสแรกที่เป็นปัจจัยชั่วคราวจะไม่มีเข้ามาหนุนต่อเนื่อง (บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส)

สินเชื่อหดตัวในทุกกลุ่มจนต้องปรับลดเป้าหมายการเติบโต รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัวลงตามยอดปล่อยสินเชื่อรวมใน Q1/69 ที่หดตัวลดลงถึง 2.3% QoQ โดยเป็นการลดลงในทุกกลุ่มลูกค้า ส่งผลให้ธนาคารต้องปรับลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อปี 2569 ลงมาเป็น "ทรงตัว" (0% YoY) จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ 1-2% เนื่องด้วยสภาวะเศรษฐกิจทำให้ต้องเพิ่มความเข้มงวดและระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น (บล.ทรีนีตี้)

สัญญาณเตือนคุณภาพสินทรัพย์และอัตราส่วน NPL Ratio ที่ขยับสูงขึ้น แม้มูลค่า NPL ดิบจะลดลง แต่เนื่องจากฐานสินเชื่อรวมที่ลดลง ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ณ สิ้น Q1/69 ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.87% จาก 2.75% ณ สิ้นปี 2568 นอกจากนี้ผู้บริหารระบุว่า ผลประกอบการของอุตสาหกรรมใน Q1/69 อาจดูดีเกินจริง (Distorted) จากมาตรการช่วยเหลือชั่วคราวและการลด NPL ทางอ้อม ซึ่งยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำ (Downside Risk) หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือเกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้)

ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นกดดันความคุ้มค่าของโครงการซื้อหุ้นคืน จากการที่ราคาหุ้น TTB ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากจนซื้อขายในระดับ P/BV ที่ 0.91 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าทางบัญชี (Book Value ที่ 2.5 บาท) ส่งผลให้ความคืบหน้าในการซื้อหุ้นคืนรอบล่าสุดทำได้ช้าลง เนื่องจากผู้บริหารมองว่าหากราคาหุ้นพุ่งสูงเกินมูลค่าทางบัญชี การซื้อหุ้นคืนจะมีความน่าสนใจและได้ประโยชน์น้อยกว่าการหันไปจ่ายเงินปันผลแทน (บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป)

ความเสี่ยงจากราคาตลาดของหลักทรัพย์ค้ำประกันมือสองมีแนวโน้มอ่อนตัว ธนาคารเริ่มเห็นสัญญาณความเสี่ยงจากราคาประมูลทรัพย์สินหลักประกัน (NPL) ที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะราคารถยนต์มือสอง และราคาที่อยู่อาศัยมือสองในประเทศที่ปรับตัวลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าหลักประกันและเพิ่มภาระในการตั้งสำรองของธนาคารในระยะถัดไป (บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป)

แนวโน้มค่าใช้จ่ายดำเนินงาน C/I Ratio อาจปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าธนาคารจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีตามแผน แต่จากการที่รายได้จากการดำเนินงานหลัก (Top-line) มีแนวโน้มเติบโตต่ำและชะลอตัวลงในไตรมาสถัดๆ ไป จะส่งผลกดดันให้ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้น (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส)

ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น TTB เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

กรณัช พลอยสวาท

กรณัช พลอยสวาท

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย