*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 65.14 ดอลลาร์ต่อบารร์เรล เพิ่มขึ้น 1.93 ดอลลาร์ หรือ + 3.05% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 69.46 ดอลลาร์ต่อบารร์เรล เพิ่มขึ้น 2.13 ดอลลาร์ หรือ + 3.16% ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นในวันพุธ (4 ก.พ.) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NBC News ว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านควรต้องกังวลให้มาก ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่าน หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยอมบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเคยส่งสัญญาณว่าอาจแทรกแซงเพื่อสนับสนุนผู้ประท้วงที่ต่อต้านรัฐบาลอิหร่านเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา แต่ท้ายที่สุดก็ถอยจากการใช้กำลังทางทหาร *** รายงานการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ระบุว่า บริษัทเอกชนจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 22,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 45,000 ตำแหน่งตามผลสำรวจของดาวโจนส์ และต่ำกว่าตัวเลขหลังปรับทวนเดือนธ.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้น 37,000 ตำแหน่ง หากไม่รวมการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นถึง 74,000 ตำแหน่งในหมวดการศึกษาและบริการด้านสุขภาพ ตัวเลขการจ้างงานโดยรวมอาจออกมาติดลบ *** จีนขู่ใช้มาตรการตอบโต้ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับปานามา หลังศาลฎีกาปานามามีคำตัดสินให้เพิกถอนสัญญาของบริษัท CK Hutchison ในการดำเนินงานท่าเรือใกล้คลองปานามา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ ๆ มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยหลายฝ่ายมองว่า คำตัดสินดังกล่าวเป็นชัยชนะของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ในด้านการขยายนโยบายความมั่นคงในซีกโลกตะวันตก ด้าน CK Hutchison ระบุว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนมากจากคำตัดสินของศาล แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดของมูลค่าความเสียหาย *** ผลสำรวจของรอยเตอร์สบ่งชี้ว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในปี 2026 ตาม หลังนักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคา โดยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยหนุนหลัก ผลสำรวจนักวิเคราะห์และผู้ค้าทองคำจำนวน 30 ราย ซึ่งจัดทำขึ้นในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าคาดการณ์ราคาทองคำเฉลี่ย สำหรับปี 2026 อยู่ที่ 4,746.50 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งเป็นระดับคาดการณ์รายปีสูงที่สุดนับตั้งแต่รอยเตอร์สเริ่มจัดทำโพลในปี 2012 และเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณการ 4,275 ดอลลาร์ในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา 
*** รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมถอนกำลังเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางจำนวน 700 นายออกจากรัฐมินนิโซตาในวันพุธ โดยทอม โฮแมน เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงชายแดนของสหรัฐฯ แถลงข่าวที่เมืองมินนีแอโพลิสว่า จะมีการถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบางส่วนจากหลายพันนายที่ถูกส่งไปประจำการในรัฐมินนิโซตา พร้อมกับชื่นชมความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลาง หน่วยงานระดับรัฐและท้องถิ่นซึ่งไม่เคยมีมาก่อน *** เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยแผนการผนึกรวมพันธมิตรเพื่อจัดตั้งกลุ่มการค้าพิเศษด้านแร่ธาตุสำคัญ ในการประชุมซึ่งจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน โดยมีตัวแทนจาก 55 ประเทศเข้าร่วม อาทิ เกาหลีใต้ อินเดีย ไทย ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ในระหว่างการประชุม รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอให้มีการประสานงานกำหนดราคาขั้นต่ำร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามเร่งลดอิทธิพลของจีนต่อวัตถุดิบที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า ตนเองได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งเป็นการพูดคุยที่ยอดเยี่ยมมาก โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน อาทิ การค้า พลังงาน ไต้หวัน อิหร่าน และสงครามของรัสเซียในยูเครน การสนทนาทางโทรศัพท์ดังกล่าวมีขึ้นในวันพุธ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายย้ำว่า จะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ผันผวนและตึงเครียด *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับอินเดียแล้ว พร้อมระบุว่า การที่รัฐบาลอินเดียจะยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซียเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงดังกล่าว อย่างไรก็ดี ทางการอินเดียยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวอ้างของทรัมป์ ขณะที่รัสเซียระบุว่า ยังไม่ได้รับการแจ้งถึงเรื่องการยุติการซื้อน้ำมันจากอินเดีย นักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยว่า การที่อินเดียจะยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียทั้งหมดนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงแหล่งพลังงาน *** Alphabet บริษัทแม่ของ Google รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 เมื่อวันพุธ โดยกำไรและรายได้ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด โดยบริษัทคาดว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีนัยสำคัญในปี 2026 ขณะที่ราคาหุ้น Alphabet ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในการซื้อขายหลังปิดตลาด ทั้งนี้ รายได้รวมอยู่ที่ 113,830 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ผลสำรวจนักวิเคราะห์โดย LSEG ที่ 111,430 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 2.82 ดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 2.63 ดอลลาร์ เมื่อแยกตามกลุ่มธุรกิจ พบว่า รายได้จาก Google Cloud อยู่ที่ 17,660 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 16,180 ล้านดอลลาร์, รายได้จากโฆษณา YouTube อยู่ที่ 11,380 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 11,840 ล้านดอลลาร์ ส่วนค่าใช้จ่าย Traffic Acquisition Costs อยู่ที่ 16,590 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 16,200 ล้านดอลลาร์ *** ลิซ่า ซู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Advanced Micro Devices (AMD) ออกมาชี้แจงหลังนักลงทุนผิดหวังผลประกอบการไตรมาสล่าสุด โดยให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า บริษัทยังห็นสัญญาณอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้ว่าราคาหุ้นจะร่วงลงถึง 17% ซึ่งเป็นการลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2017 โดยกล่าวว่า AI กำลังเร่งตัวในอัตราที่ตนเองไม่คิดมาก่อน และอุปสงค์ยังคงเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความต้องการกำลังการประมวลผล *** แรงเทขายอย่างรุนแรงในหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์เมื่อเร็ว ๆ นี้ กลายเป็นโอกาสเข้าทำกำไรของนักลงทุนที่คาดว่า หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นขาลง หลังจากที่ความกังวลว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาสั่นคลอนโมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม ได้กดดันให้ราคาหุ้นซอฟต์แวร์และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ร่วงลงราว 20% นับตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้กลุ่มนักลงทุนที่ชอร์ตเซลได้กำไรตามราคาตลาด รวมราว 24,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ S3 Partners *** กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า กำลังจับตาความต้องการที่เพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล รุ่นอายุสั้นที่สุดอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี ยังไม่มีสัญญาณว่าจะปรับลดการออกพันธบัตรรัฐบาลหรือตั๋วเงินคลังในระยะนี้ กระทรวงฯ คาดว่า จะคงปริมาณการประมูลพันธบัตรรัฐบาลชนิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ รวมถึงพันธบัตรอัตราดอกเบี้ยลอยตัวไว้ในระดับเดิม อย่างน้อยในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า 
|