*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 59.36 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 1.26 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 64.06 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ร่วงลง 1.18 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.8% ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงประมาณ 2% ในวันพฤหัสบดี แตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่อนคลายท่าทีคุกคามต่อกรีนแลนด์และอิหร่าน ขณะเดียวกันมีสัญญาณเชิงบวกบางประการที่อาจนำไปสู่แนวทางยุติสงครามของรัสเซียในยูเครน *** เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวในไตรมาส 3 ปี 2025 ด้วยอัตราที่เร็วกว่าคาดการณ์ก่อนหน้า ขณะที่กำไรภาคธุรกิจถูกปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปรับเพิ่มขึ้นที่อัตรา 4.4% ต่อปี หลังมีการปรับประมาณการขึ้น ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2023 การปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตในช่วงเดือนก.ค.–ก.ย. สะท้อนจากการปรับเพิ่มตัวเลขการส่งออกและการลงทุนภาคธุรกิจ แม้ว่าการนำเข้า ซึ่งถูกนำไปหักออกในการคำนวณ GDP จะถูกปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ในไตรมาส 3 ได้แก่ การใช้จ่ายของผู้บริโภคและการขาดดุลการค้าที่ลดลง *** การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือนต.ค. และพ.ย. โดยเพิ่มขึ้น 0.5% ทั้ง 2 เดือน สะท้อนการใช้จ่ายในสินค้าหลากหลายประเภทและภาคบริการ ซึ่งช่วยพยุงเศรษฐกิจให้มีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งเมื่อปรับด้วยเงินเฟ้อแล้ว การใช้จ่ายผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนพ.ย. เท่ากับเดือนต.ค. ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงอยู่บนเส้นทางการเติบโตในไตรมาส 4 โดยการใช้จ่ายภาคบริการเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนต.ค. ขณะที่การใช้จ่ายสินค้าเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนพ.ย. จาก 0.3% ในเดือนก่อนหน้า ด้านนักเศรษฐศาสตร์มองว่า การใช้จ่ายที่แข็งแกร่งและตลาดแรงงานที่ทรงตัว ลดแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ แม้เงินเฟ้อในเดือนพ.ย.และต.ค. จะอยู่ในระดับปานกลางก็ตาม *** ข้อตกลงที่โน้มน้าวให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติวิกฤตที่ทวีความตึงเครียดเกี่ยวกับกรีนแลนด์ ได้ปูทางให้องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) เสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก และรับมือกับภัยคุกคามที่อาจมาจากรัสเซียหรือจีน โดยกรอบข้อตกลงที่ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างถึงหลังการพบหารือกับมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO ระหว่างการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum – WEF) ครอบคลุมถึงการประจำการขีปนาวุธของสหรัฐฯ สิทธิในการทำเหมืองเพื่อกันผลประโยชน์ของจีนออกไป รวมถึงการเพิ่มบทบาทและกำลังของ NATO ในพื้นที่ *** สมาชิกรัฐสภาสหภาพยุโรป มีแนวโน้มลงมติให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยเป็นการเริ่มกระบวนการใหม่ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนคำขู่ล่าสุดในการใช้มาตรการภาษีศุลกากรกับพันธมิตรยุโรปที่คัดค้านแผนการผนวกกรีนแลนด์ โดยประธานรัฐสภายุโรป กล่าวว่า การกลับลำของประธานาธิบดีทรัมป์ มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเดินหน้าการลงมติในมาตรการดังกล่าว โดยอาจมีการลงมติเบื้องต้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งนี้ การให้ความเห็นชอบของรัฐสภายุโรปถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของสหภาพยุโรป ก่อนที่ข้อตกลงการค้าจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ *** ฮาเวียร์ มิลเลย์ ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ออกมาปกป้องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วกับจีน โดยระบุว่า อาร์เจนตินาแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำการค้ากับจีน ขณะเดียวกันก็ยังเดินหน้าผลักดันการบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ โดยผู้นำอาร์เจนตินาแสดงท่าทีถ่วงดุลอย่างชัดเจน ระหว่างการสนับสนุนเชิงอุดมการณ์ต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กับการสานสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน พร้อมทั้งย้ำจุดยืนสนับสนุนการค้าเสรี มิลเลย์กล่าวว่า จีนเป็นคู่ค้ารายสำคัญของอาร์เจนตินา โดยชี้ว่าหากพิจารณาน้ำหนักและบทบาทของจีนในระบบเศรษฐกิจโลก ก็จะเข้าใจได้ว่าทำไมอาร์เจนตินาจำเป็นต้องค้าขายกับจีน *** ฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ลดทอนความสำคัญของความเคลื่อนไหวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ของมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ในการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน โดยระบุว่าเป็นเพียง “เสียงรบกวนทางการเมือง” พร้อมเตือนว่าท่าทีดังกล่าว อาจแทรกซึมเข้าไปมีผลต่อการเจรจาข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือฉบับปรับปรุงใหม่ในช่วงปลายปีนี้ ลัตนิกกล่าวว่า เป็นเรื่องยากจะเชื่อว่าจีนจะเปิดเศรษฐกิจเพื่อรับการส่งออกจากแคนาดา พร้อมระบุว่าความคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง โดยก่อนหน้านี้ คาร์นีย์ได้บรรลุข้อตกลงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ซึ่งเปิดทางให้มีการลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมยานยนต์จากจีนเข้าสู่แคนาดา แลกกับความคาดหวังว่าจีน จะปรับลดภาษีศุลกากรต่อเมล็ดเรพซีดของแคนาดา หรือที่รู้จักกันในชื่อคาโนลา นอกจากนี้ คาร์นีย์ยังระบุว่าจีนเป็นคู่ค้าที่คาดการณ์ได้มากกว่าสหรัฐฯ ในเชิงการค้าอีกด้วย *** ผลประกอบการและแนวโน้มของ Intel ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด โดยเฉพาะประมาณการไตรมาส 1 ซึ่งกดดันราคาหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังผู้บริหารยอมรับว่าการฟื้นฟูกิจการยังต้องใช้เวลา และปัญหาด้านการผลิตยังเป็นอุปสรรคหลัก สำหรับไตรมาส 1 Intel คาดว่ารายได้จะอยู่ในช่วง 11,700–12,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) คาดว่าจะทรงตัวที่จุดคุ้มทุน เมื่อไม่รวมรายการพิเศษ ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 4 รายได้ของ Intel ลดลง 4.1% จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 13,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ 13,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 15 เซนต์ (ไม่รวมรายการพิเศษ) สูงกว่าคาดการณ์เฉลี่ยที่ 9 เซนต์ต่อหุ้น 
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นฟ้อง JPMorgan Chase ธนาคารรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และเจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยเรียกค่าเสียหายมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกล่าวหาว่าธนาคารได้ตัดขาดช่องทางทางการเงิน โดยปิดบัญชีหลายบัญชีของเขา เพื่อผลักดันวาระทางการเมือง คำฟ้องระบุว่า JPMorgan ละเมิดนโยบายภายในของตนเอง ด้วยการเลือกปฏิบัติต่อทรัมป์เพื่อให้สอดรับกับกระแสการเมืองในช่วงเวลานั้น ด้าน JPMorgan ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าไม่เคยปิดบัญชีลูกค้าด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือศาสนา *** Amazon มีแผนดำเนินการปลดพนักงานรอบที่ 2 ในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการลดพนักงานสายสำนักงานรวมราว 30,000 อัตรา โดยก่อนหน้านี้ในเดือนต.ค. บริษัทได้ปลดพนักงานกลุ่มไวท์คอลลาร์ไปแล้วประมาณ 14,000 อัตรา หรือราวครึ่งหนึ่งของเป้าหมายทั้งหมด 30,000 อัตรา การปลดพนักงานมีแนวโน้มกระทบตำแหน่งงานในหน่วยธุรกิจ Amazon Web Services (AWS), ธุรกิจค้าปลีก, Prime Video รวมถึงฝ่ายทรัพยากรบุคคล อย่างไรก็ตาม ขอบเขตทั้งหมดของการปรับลดพนักงานยังไม่ชัดเจน และรายละเอียดของแผนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในระยะต่อไป *** อีลอน มัสก์ วิพากษ์มาตรการภาษีนำเข้าพลังงานแสงอาทิตย์ของสหรัฐฯ และประกาศเป้าหมายเชิงรุกของ Tesla รวมถึงแผนจำหน่ายหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในปีหน้า พร้อมระบุว่าการอนุมัติเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติในยุโรป อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยก่อนหน้านี้ มัสก์เคยวิจารณ์การประชุมประจำปีของเวทีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ว่าเป็นกลุ่มชนชั้นนำที่ขาดความรับผิดชอบและห่างไกลจากประชาชนทั่วไป ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มัสก์มีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น จากความใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และบทบาทในการบริหารบริษัทต่าง ๆ รวมถึงสเปซเอ็กซ์ เจ้าของบริการสตาร์ลิงก์ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X และสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ xAI *** กิจกรรมภาคการผลิตของญี่ปุ่น ขยายตัวในเดือนม.ค. เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน หลังได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อส่งออกใหม่ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 4 ปี โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของญี่ปุ่นขั้นต้นจากเอสแอนด์พี โกลบอล เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 51.5 ในเดือนม.ค. จากระดับสุดท้ายที่ 50.0 ในเดือนธ.ค. นับเป็นการกลับเข้าสู่แดนบวกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2025 ซึ่งค่าดัชนีที่สูงกว่า 50.0 บ่งชี้ถึงการขยายตัวของกิจกรรม ขณะที่ระดับต่ำกว่านั้นสะท้อนถึงภาวะหดตัว ขณะเดียวกัน ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นของญี่ปุ่นก็ปรับดีขึ้นในเดือนม.ค. โดยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 53.4 จาก 51.6 ในเดือนธ.ค. นับเป็นการขยายตัวของกิจกรรมภาคบริการที่แรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนี PMI รวมภาคบริการและการผลิตขั้นต้น ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 52.8 จาก 51.1 ในเดือนธ.ค. *** อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของผู้บริโภคญี่ปุ่น ชะลอตัวลงในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี แต่ยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลาง ซึ่งยังคงหนุนความคาดหวังของตลาดต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาสินค้าอาหารสดที่มีความผันผวน ปรับเพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สอดคล้องกับประมาณการค่ากลางของตลาด และชะลอลงจากการเพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนพ.ย. ขณะเดียวกัน ดัชนีเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาอาหารสดและพลังงานออก ซึ่ง BOJ ให้การจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะตัวชี้วัดเงินเฟ้อพื้นฐานที่แท้จริง ปรับเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนพ.ย. *** จี๋ลี่ โฮลดิ้ง ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน ตั้งเป้ายอดขายรถยนต์ทั่วโลกมากกว่า 6.5 ล้านคันภายในปี 2030 โดยหวังขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 5 อันดับแรกของโลก ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงกับค่ายรถยนต์ระดับโลกที่มีอยู่เดิม โดยบริษัทคาดว่า ยอดขายประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งหมดจะมาจากการส่งออกไปต่างประเทศภายในช่วงปลายทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่รายได้ต่อปีของบริษัทมีแนวโน้มทะลุระดับ 1 ล้านล้านหยวน หรือราว 143,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ *** TikTok และ ByteDance บริษัทแม่จากจีน ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนอย่างเป็นทางการ เพื่อโอนธุรกิจบางส่วนของ TikTok ในสหรัฐฯ ไปอยู่ภายใต้การถือครองของผู้ลงทุนที่ไม่ใช่ชาวจีน ซึ่งช่วยประกันอนาคตของแอปฯในสหรัฐฯ และหลีกเลี่ยงการถูกแบนทั่วประเทศ ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศครั้งแรกเมื่อเดือนก.ย. ธุรกิจบางส่วนของ TikTok จะถูกแยกออกไปอยู่ในนิติบุคคลใหม่ที่จัดตั้งขึ้นในสหรัฐฯ โดยมีผู้ลงทุนหลักและผู้บริหารร่วม 3 ราย ได้แก่ Oracle, Silver Lake Management และ MGX บริษัทการลงทุนจากกรุงอาบูดาบี *** ราคาทองคำ พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใกล้ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งเข้ามาหนุนแรงซื้อในกระแสการลงทุนที่ไหลออกจากสกุลเงินและพันธบัตร ราคาทองคำปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดตลอดกาลเหนือ 4,960 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วงต้นการซื้อขาย และมีแนวโน้มปิดสัปดาห์ด้วยการเพิ่มขึ้นมากกว่า 7% ขณะที่ราคาเงินก็ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน ขณะที่ดัชนีวัดความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์สหรัฐปรับลดลงแล้ว 0.8% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งการอ่อนค่าของดอลลาร์ช่วยให้ทองคำมีราคาถูกลงสำหรับผู้ซื้อส่วนใหญ่ 
|