วิกฤตความขัดแย้งในอิหร่านไม่ได้กระทบเพียงราคาพลังงานโลก แต่กำลังสร้างแรงกดดันต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของญี่ปุ่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้าได้เต็มที่ สถานการณ์นี้ยิ่งรุนแรงเมื่อเกิด ภาวะขาดแคลนแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบปิโตรเคมีสำคัญจากน้ำมันดิบ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ต้นทุนจัดส่ง และกระแสเงินสดของผู้ประกอบการรายเล็กตึงตัวต่อเนื่อง
แรงกดดันรอบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาพลังงาน แต่ลุกลามไปถึงวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานในภาพรวม บริษัทขนาดเล็กจำนวนมากมีสต็อกจำกัด พื้นที่เก็บน้อย และต้องซื้อวัตถุดิบในปริมาณไม่มาก ทำให้ต้นทุนจัดซื้อสูงกว่าบริษัทใหญ่ตั้งแต่ต้น เมื่อเกิดภาวะขาดแคลน จึงยิ่งเปราะบางมากขึ้น และมีโอกาสถูกบีบให้รับภาระต้นทุนไว้เองมากกว่าการส่งผ่านไปยังผู้ซื้อ
ผู้ประกอบการรายเล็กอ่วม! ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง
รายงานระบุว่า Terano Technology ได้วัตถุดิบเรซินเพียงราว 10-20% ของระดับปีก่อน ส่งผลให้รายได้เหลือไม่ถึง 10% ของปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน Kobashi Printing เผชิญต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นถึง 40% แต่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้เพียงประมาณ 10% เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่าธุรกิจขนาดเล็กมีข้อจำกัดสูงในการรักษาอัตรากำไรเมื่อเกิดแรงกระแทกด้านต้นทุน
ในเชิงปฏิบัติ ปัญหาไม่ได้จบแค่ยอดขายลดลง แต่ยังลามไปถึงสภาพคล่อง เพราะต้นทุนที่ต้องจ่ายล่วงหน้าสูงขึ้น ขณะที่รายรับเข้ามาช้าหรือเพิ่มขึ้นไม่ทัน บริษัทที่มีเงินสดหมุนเวียนไม่มากอาจต้องลดการผลิต ชะลอการสั่งซื้อ หรือยอมรับมาร์จิ้นที่หดตัวลง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจในระยะกลาง
บริษัทใหญ่มีอำนาจต่อรองสูงกว่าและส่งผ่านต้นทุนได้ดีกว่า
เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายเล็ก บริษัทขนาดใหญ่มีความสามารถในการผลักต้นทุนไปยังลูกค้าได้ดีกว่า เพราะมีแบรนด์แข็งแรง มีฐานลูกค้ากว้าง และมีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทานมากกว่า ตัวอย่างเช่น Nippon Paint และ Kansai Paint สามารถประกาศขึ้นราคาได้มากกว่า 75% และมากกว่า 50% ตามลำดับ สะท้อนความแตกต่างของโครงสร้างธุรกิจอย่างชัดเจน
ความแตกต่างนี้ตอกย้ำว่าในภาวะต้นทุนสูง ธุรกิจที่มีอำนาจในการกำหนดราคามักรับมือได้ดีกว่า เพราะสามารถรักษามาร์จิ้นได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่ธุรกิจที่ต่อรองราคายากจะถูกบีบทั้งด้านกำไรและกระแสเงินสด ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเติบโตและการลงทุนในอนาคตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นัยต่อเงินเฟ้อและการประเมินมูลค่าหุ้น
ภาพรวมของสถานการณ์ยังสะท้อนความเสี่ยงด้าน เงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุน ซึ่งอาจกระทบต่อการประเมินมูลค่าหุ้นในตลาด โดยเฉพาะหุ้นของกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและต้นทุนวัตถุดิบ หากต้นทุนยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง บริษัทที่ไม่สามารถปรับราคาขายได้อาจเผชิญแรงกดดันต่อผลประกอบการในหลายไตรมาสข้างหน้า
สำหรับนักลงทุน ข่าวนี้ยังให้บทเรียนที่ใช้ได้กับตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ธุรกิจที่มีอำนาจในการกำหนดราคาและฐานลูกค้าเฉพาะมักรับมือกับภาวะต้นทุนผันผวนได้ดีกว่า ส่วนบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่ต่อรองราคายากอาจเผชิญแรงบีบต่อมาร์จิ้นและกระแสเงินสดมากขึ้น จึงควรติดตามประเด็นนี้ในเชิงธีมอุตสาหกรรมมากกว่าการเก็งจังหวะซื้อขายระยะสั้น
ในระยะถัดไป นักลงทุนควรจับตาทิศทางของราคานาฟทา สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน และการปรับตัวของผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทาน เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าภาระต้นทุนจะคลี่คลายลงเร็วเพียงใด หรือจะกลายเป็นแรงกดดันต่อกำไรของภาคธุรกิจต่อไปอีกนานแค่ไหน