*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 63.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง1.85 ดอลลาร์ หรือ -2.84% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 67.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.91ดอลลาร์ หรือ -2.75% ราคาน้ำมันโลกปิดลดลงเกือบ 3% ในวันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน หลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงจัดการเจรจานิวเคลียร์ที่โอมานในวันศุกร์ ซึ่งช่วยคลายความกังวลต่ออุปทานน้ำมันของอิหร่าน *** กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนแรงงาน (Job Openings and Labor Turnover Survey - JOLTS) ระบุว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความต้องการแรงงาน ลดลง 386,000 ตำแหน่ง เหลือ 6.542 ล้านตำแหน่ง ในเดือนธ.ค. 2025 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนก.ย. 2020 *** ประเทศที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ทางทหารราวหนึ่งในสาม ตกลงลงนามในปฏิญญาว่าด้วยแนวทางกำกับดูแลการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการทำสงคราม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 ก.พ.) อย่างไรก็ดี มหาอำนาจทางทหารอย่างจีนและสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าร่วมการลงนาม ผู้เข้าร่วมประชุมและผู้แทนหลายรายระบุว่า ความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรในยุโรป รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในช่วงหลายเดือนและหลายปีข้างหน้า ทำให้บางประเทศลังเลที่จะลงนามในข้อตกลงร่วมกัน *** แหล่งข่าว 4 รายเผยว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลเม็กซิโกกำลังประเมินแนวทางการส่งเชื้อเพลิงไปยังคิวบา เพื่อช่วยตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น การผลิตไฟฟ้าและการคมนาคมขนส่ง โดยพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญมาตรการตอบโต้จากกรุงวอชิงตัน ซึ่งได้ขู่ว่าจะใช้มาตรการภาษีกับประเทศที่จัดหาเชื้อเพลิงให้กับประเทศเกาะในแคริบเบียนแห่งนี้ *** สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า เคยเข้าใจผิดในประเด็นที่ตนเองและบริษัทลงทุน Key Square ของเขา แจ้งต่อหุ้นส่วนในเดือนม.ค. 2024 ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้งและกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ว่า “มาตรการภาษีศุลกากรเป็นปัจจัยกระตุ้นเงินเฟ้อ” ในระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมาธิการบริการการเงินแห่งสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นไปอย่างตึงเครียดหลายช่วง เบสเซนต์ถูกซักถามเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว และกล่าวว่าเขาประสงค์จะแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง *** รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศแผนปฏิรูประบบข้าราชการพลเรือนครั้งใหญ่ในวันพฤหัสบดี ซึ่งจะให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการว่าจ้างและปลดข้าราชการประจำของรัฐบาลกลางได้มากถึง 50,000 คน การปฏิรูประบบดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักงานบริหารงานบุคคล (Office of Personnel Management- OPM) ถือเป็นการทำตามคำมั่นหาเสียงของทรัมป์ ที่จะยกเลิกการคุ้มครองความมั่นคงในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่ทีมงานของประธานาธิบดีมองว่าเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นการปรับแก้กฎระเบียบที่กำกับดูแลระบบข้าราชการพลเรือนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าหนึ่งศตวรรษ และมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ที่รัฐบาลมองว่าบั่นทอนหรือขัดขวางวาระสำคัญด้านนโยบายของประธานาธิบดี โดยทรัมป์เคยเรียกการปฏิรูประบบนี้ว่า “Schedule F” ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก *** คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) มีมติ 5 ต่อ 4 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.75% ในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่แอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลาง ระบุว่า สหราชอาณาจักรมีแนวโน้มบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ได้เร็วกว่าที่คาดไว้ *** ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามเดิมในการประชุมล่าสุด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.00% อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ 2.15% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 2.40% หลังอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนชะลอลงมาอยู่ที่ 1.7% ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2024 และต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ของ ECB โดยเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) ชะลอลงมาอยู่ที่ 2.2% ขณะที่ราคาพลังงานร่วงลงอย่างมาก 
*** คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตรียมส่งลิสต์มาตรการต่าง ๆ ให้ผู้นำรัฐบาลของสหภาพยุโรป (EU) พิจารณา ก่อนการประชุมสุดยอดที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ รายการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้นำประเทศประเมินลำดับความสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เช่น โครงการเงินยูโรดิจิทัล และการยกระดับแนวทางตลาดเดียวของสหภาพยุโรปให้เข้มข้นยิ่งขึ้น รายการดังกล่าวยังรวมถึงการใช้จ่ายด้านกลาโหมร่วมกัน และการออกพันธบัตรยูโรให้เป็นองค์ประกอบถาวรของสินทรัพย์ปลอดภัยในสกุลเงินยูโร พร้อมย้ำว่า ธนาคารกลางยุโรปไม่สามารถเป็นกลไกหลักเพียงฝ่ายเดียวในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคได้ *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า จะพบกับซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่ทำเนียบขาวในวันที่ 19 มี.ค. ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โดยทรัมป์ประกาศเรื่องนี้ผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดีย และยังแสดงการสนับสนุนทาคาอิจิในการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์นี้ด้วย โพสต์ดังกล่าวระบุว่า “นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างสูงสำหรับผลงานที่เธอและพรรคร่วมรัฐบาลกำลังทำอยู่ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของญี่ปุ่น” *** ผลสำรวจของ Nikkei ที่จัดทำขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงในญี่ปุ่นระบุว่า พรรคร่วมรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งประกอบด้วยพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (Japan Innovation Party) มีแนวโน้มจะคว้าที่นั่งมากกว่า 300 จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์นี้ ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง (Centrist Reform Alliance) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านใหม่ที่ก่อตั้งโดยพรรคประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ และพรรคโคเมโตะ อาจได้ที่นั่งลดลงจาก 167 ที่นั่ง เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว *** จีนได้สั่งการให้บริษัทรัฐวิสาหกิจระงับการเจรจาเกี่ยวกับโครงการใหม่ในปานามา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตอบโต้ หลังจากปานามายกเลิกสัญญาของบริษัท CK Hutchison Holdings ในการบริหารท่าเรือสองแห่งในคลองปานามาซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ แหล่งข่าวระบุว่า มาตรการดังกล่าวอาจทำให้การลงทุนที่มีมูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์ต้องสะดุดลง นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังได้ขอให้บริษัทเดินเรือพิจารณาเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้าไปยังท่าเรืออื่น หากไม่ก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ *** หุ้น Amazon ร่วงลงมากกว่า 10% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการเมื่อวันพฤหัสบดี หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 4 ที่ออกมาทั้งบวกและลบ พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์การใช้จ่ายในปี 2026 เป็น 200,000 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้รวมอยู่ที่ 213,390 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ LSEG คาดไว้ที่ 211,330 ล้านดอลลาร์ ส่วนรายได้ฝั่ง Amazon Web Services (AWS) อยู่ที่ 35,580 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์จาก StreetAccount ที่ 34,930 ล้านดอลลาร์ และธุรกิจโฆษณา มีรายได้ 21,320 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 21,160 ล้านดอลลาร์ Amazon คาดว่าการใช้จ่ายด้านการลงทุน จะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ จากการลงทุนอย่างหนักในดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เพื่อรองรับความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว *** Estee Lauder ผู้ผลิตเครื่องสำอางรายใหญ่ ปรับเพิ่มเป้าหมายผลประกอบการทั้งปี แต่ยังต่ำกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ เนื่องจากความต้องการในภูมิภาคอเมริกาชะลอตัว กดดันความพยายามในการฟื้นฟูกิจการของบริษัท ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงราว 23% ในการซื้อขายช่วงเช้าตามเวลาสหรัฐฯ และปิดร่วงลง 19.19% บริษัทคาดการณ์กำไรต่อหุ้นหลังปรับทวนแล้วสำหรับทั้งปีอยู่ในช่วง 2.05–2.25 ดอลลาร์ โดยค่ากลางของช่วงดังกล่าวยังต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาดที่ 2.16 ดอลลาร์ ขณะที่บริษัทคาดว่ายอดขายสุทธิทั้งปีจะเติบโตในช่วง 3–5% ซึ่งค่ากลางยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 4.3% 
|